กนอ.-เอสซีจี ซิเมนต์ ร่วมแสดงเจตจำนงด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

น.ส.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยวันนี้ว่า กนอ. และบริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด (SCG) ได้ร่วมกัน “ลงนามความร่วมมือเพื่อแสดงเจตจำนงด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม” และเปิดโครงการ “อีโค่ เวิลด์ คลาส วิธ เซอร์คูล่า อีโคโนมี คอนเซ็ปต์” (Eco World Class with Circular Economy Concept) เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากระบวนการผลิต การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดกากอุตสาหกรรมและนำกลับไปใช้ใหม่ ตามหลักการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ในพื้นที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนรอบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และพื้นที่ใกล้เคียงในภาคตะวันออกให้มีการบริหารจัดการกากของเสียอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตอย่างยั่งยืน

“ปัจจุบันปริมาณกากของเสียอุตสาหกรรมยังมีการบริหารจัดการยังไม่ถูกวิธี และยังมีกากอุตสาหกรรมอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทย ดังนั้นความร่วมมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยที่เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งให้มีการบริหารจัดการกากของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตไปสู่การบริหารจัดการที่นำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างแท้จริง” น.ส. สมจิณณ์ กล่าว

ทั้งนี้โครงการ “อีโค่ เวิลด์ คลาส วิธ เซอร์คูล่า อีโคโนมี คอนเซ็ปต์” (Eco World Class with Circular Economy Concept) ที่ได้ร่วมมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ กนอ. และบริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด จะร่วมกันปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy เพื่อใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการนำกากอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมฯมาบตาพุดมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงหมุนเวียนเป็นพลังไฟฟ้า ผ่านการทำงานของโรงกำจัด Industrial Waste และหน่วยผลิตไฟฟ้า

บริษัท เอสซีจีฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาในพื้นที่ท่าเรือเฉพาะกิจมาบตาพุด จังหวัดระยอง คาดว่าจะเริ่มเปิดให้ดำเนินการได้ปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมดังกล่าว ถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเป็นการกำจัดที่ถูกวิธีตามหลักสากล ตอบโจทย์ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดระยอง ที่ต้องการปฏิบัติการนำกากอุตสาหกรรมไปกำจัดอย่างถูกกฎหมายในอนาคตต่อไป

นายชนะ ภูมี Vice President-Cement and Construction Solution Business บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า เอสซีจี เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมาได้ริเริ่มโครงการต่างๆ ภายใต้แนวปฏิบัติ SCG Circular Way อย่างจริงจัง ขณะเดียวกันยังเดินหน้านโยบาย Zero Waste to Landfill  โดยไม่กำจัดวัสดุเหลือใช้ด้วยการฝังกลบมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ผนึกความร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อแสดงเจตจำนงด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการกำจัด Industrial Waste ตามแนวเศรษฐกิจหมุนเวียน

“มาบตาพุด จ.ระยอง ถือเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรมต่างๆ ส่งผลให้พื้นที่นี้มีปริมาณ Industrial Waste สูง ดังนั้น เอสซีจี ซิเมนต์ ในฐานะผู้ประกอบการรายแรกของไทยที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจด้านการกำจัด Industrial Waste ด้วยเตาเผาปูนซีเมนต์มายาวนานกว่า 20 ปี จึงนำมาพัฒนาต่อยอด ยกระดับการบริหารจัดการ Industrial Waste ซึ่งเราใช้เวลากว่า 3 ปี โดยร่วมกับการนิคมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม และผู้นำชุมชนมาบตาพุด ศึกษาความเป็นได้ในการพัฒนา ‘โรงกำจัด Industrial Waste และหน่วยผลิตไฟฟ้า’ ที่ตรงตามข้อกำหนดกฏหมาย สอดรับกับนโยบายภาครัฐ และแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีมาตรฐานระดับโลก บนพื้นที่ 15 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และจะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในอาเซียนมาใช้ในโรงงานแห่งนี้ เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการกำจัด Industrial Waste ที่ถูกต้องให้กับผู้ประกอบการในโซนภาคตะวันออก ที่สำคัญไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้งนี้จะพร้อมรับกำจัด Industrial Waste จากผู้ประกอบการได้ในปลายปี 2562”

นายศาณิต เกษสุวรรณ Business Stakeholder Engagement Director บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์  จำกัด กล่าวว่า โรงกำจัด Industrial Waste และหน่วยผลิตไฟฟ้าแห่งนี้ ดำเนินการก่อสร้างด้วยหลักการบริหารจัดการซัพพลายเชนที่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Green Supply Chain) และจะนำเทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชั่น ร่วมกับแอชเมลติ้ง (Gasification with Ash Melting) ลิขสิทธิ์เฉพาะของบริษัท โคเบลโก้ อีโค โซลูชั่น (Kobelco Eco-Solutions) จากประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับมากว่า 15 ปี มาใช้ในการกำจัด Industrial Waste ด้วยกระบวนการเผาไหม้ ซึ่งสามารถรองรับ Industrial Waste ได้หลากหลายประเภทและขนาด ทั้งชนิดอันตรายและไม่เป็นอันตราย ทั้งนี้กระบวนการดำเนินงานทุกขั้นตอนจะเป็นแบบระบบปิด มีระบบควบคุมมลพิษ และของเสียตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่การรับ Industrial Waste จากผู้ประกอบการ การขนส่งไปยังจุดคัดแยกประเภทเพื่อเตรียมกำจัด

การเข้าสู่กระบวนการกำจัดด้วยเทคโนโลยีเฉพาะดังที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเศษวัสดุที่ได้จากการเผาไหม้ เช่น อะลูมิเนียม เหล็ก เถ้าลอย ยังนำกลับไปใช้ใหม่ได้ ส่วนวัสดุเผาไหม้ไม่ได้ (Incombustible) สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบแทนการก่อสร้างถนนได้ ทั้งนี้โรงงานแห่งนี้สามารถกำจัด Industrial Waste ได้ถึง 65,000 ตันต่อปี โดยกระบวนการนี้ทำให้ไม่เหลือ Industrial Waste ที่ต้องกำจัดเพิ่ม นอกจากวัสดุที่เป็นผลพลอยได้  ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้อีกตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน 

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq03/3007557

Related links

DYNAMIC UNIVERSITY! IT SPU ร่วมหารือ ICTI นำเทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนาบุคลากรสู่ภาคอุตสาหกรรม

คณะผู้บริหาร ไอที ม.ศรีปทุม Dynamic สุดๆเดินหน้าร่วมประชุมหารือ กรรมการบริหาร ICTI สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดแนวทางการนำเทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนาหลักสูตร โปรแกรม และพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ภาคอุตสาหกรรม

ผศ.ดร.ธนา สุขวารี คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม นำทีมคณะผู้บริหาร เข้าร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่ออุตสาหกรรม (ICTI) ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และโปรแกรมต่างๆ ในการพัฒนาบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ณ ห้องประชุมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3005165

Related links

CyberLogitec เปิดตัวระบบปฏิบัติการ OPUS Terminal M สำหรับท่าเทียบเรือขนาดกลางและขนาดย่อม

โซลูชันคลาวด์และเบราว์เซอร์สำหรับท่าเทียบเรือขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้าถึงง่าย ยืดหยุ่น ปรับขนาดได้ และมีศักยภาพสูง
CyberLogitec ผู้นำด้านเทคโนโลยีส่วนปฏิบัติการในอุตสาหกรรมการเดินเรือ ท่าเทียบเรือ/สถานีขนส่ง และโลจิสติกส์ เปิดตัวระบบปฏิบัติการท่าเทียบเรือตู้สินค้า OPUS Terminal M ที่สามารถรองรับการจัดการตู้สินค้าหลายรูปแบบ ได้แก่ Breakbulk Cargo, Project Cargo, Bulk Cargo และ RO-RO Cargo

นอกจากนี้ โซลูชันดังกล่าวยังรองรับปฏิบัติการของสถานีหลายแห่ง สำหรับผู้ประกอบการที่บริหารสถานีมากกว่าหนึ่งแห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ท่าเทียบเรือตู้สินค้า สถานีตู้สินค้าบนบก ไปจนถึงสถานีเก็บตู้สินค้าเปล่า

OPUS Terminal M ออกแบบมาเพื่อท่าเทียบเรือขนาดกลางและขนาดย่อม โดยใช้ฟังก์ชันขั้นสูงจากโซลูชัน OPUS Terminal ของ CyberLogitec โดยฟังก์ชันที่ล้ำสมัยที่สุดคือ ระบบแสดงภาพตู้สินค้าและลานพักตู้สินค้าเรียลไทม์แบบ 2 มิติ และ 3 มิติ เพื่อให้บริหารจัดการและตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังรับประกันมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูงด้วย

คุณ Jason Hyeon กรรมการผู้จัดการของ CyberLogitec Global กล่าวว่า “OPUS Terminal M สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม โดยนอกจากจะเข้าถึงง่ายและมีความยืดหยุ่นแล้ว ยังมีฟังก์ชันการทำงานเต็มรูปแบบ ซึ่งมอบประโยชน์และประสิทธิภาพการดำเนินงานขั้นสูงให้แก่ท่าเทียบเรือทุกขนาด จากเดิมที่ได้รับเฉพาะท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ด้วยข้อจำกัดด้านต้นทุน”

โซลูชันอิงเบราว์เซอร์ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลผ่านจุดต่างๆ ได้อย่างง่ายดายแบบเรียลไทม์ มาพร้อมฟีเจอร์จำเป็นสำหรับอุปกรณ์มือถืออย่างแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ ระบบแบบบูรณาการยังช่วยลดการพึ่งพาระบบเพิ่มเติมจากภายนอก แต่อินเทอร์เฟซที่ยืดหยุ่นก็พร้อมรับประกันความราบรื่นหากต้องมีการทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ

OPUS Terminal M ใช้ได้กับระบบดั้งเดิมในองค์กรหรือระบบคลาวด์ โดยลูกค้าสามารถเลือกติดตั้งผ่านโซลูชันโฮสต์หรือ SaaS ซึ่งจะทำให้ฟังก์ชันต่างๆ ใช้งานได้ในหลากหลายโมดูล ปัจจุบัน OPUS Terminal M เป็นระบบปฏิบัติการท่าเทียบเรือตู้สินค้าที่ทันสมัยที่สุด โดยสามารถรองรับการทำงานของท่าเทียบเรือหลายแห่งและการขนส่งหลายรูปแบบผ่านแพลตฟอร์มคลาวด์

โซลูชันดังกล่าวจะได้รับการนำเสนอในงาน TOC Europe 2019 ระหว่างวันที่ 18-20 มิถุนายน ณ เมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

เกี่ยวกับ CyberLogitec
CyberLogitec สนับสนุนห่วงโซ่อุปทานโลกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยรับมือกับความท้าทายด้านการดำเนินงานและตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางเรือ ระบบปฏิบัติการท่าเทียบเรือและสถานีขนส่ง หรือการบริหารการขนส่งสินค้าและคลังสินค้า โซลูชันแบบบูรณาการของเราก็พร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีขั้นสูงของเราทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นระบบดิจิทัลอัตโนมัติ ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพ ความสามารถในการแข่งขัน ผลิตภาพ และบริการ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในส่วนใดของห่วงโซ่อุปทานโลกก็ตาม

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/anpi/3001611

Related links

กรุงไทย ผนึก พันธมิตร จัดสัมมนา SMEs Genius Exporter รุ่นที่4

บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จัดโครงการฝึกอบรมสำหรับเจ้าของธุรกิจ SMEs ผู้นำเข้า-ส่งออก “SMEs Genius Exporter รุ่น 4 ตะลุยตลาดจีน” พัฒนาหลักสูตรอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ที่สำคัญเกี่ยวกับธุรกิจส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทย (SMEs) และช่วยให้ SMEs ได้มีโอกาสขยายการส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้จริง โดยดึงวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ เผยเคล็ดลับประกอบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในตลาดจีน ได้แก่ นายบรรณ ภุชงค์เจริญ ผู้เชี่ยวชาญการทำตลาดในจีน ร่วมด้วย นายอิทธิชัย อรรถกระวีสุนทร ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำตลาดออนไลน์ในจีน บริษัท เลเวลอัพ โฮลดิ้งจำกัด ( Level Up Holding Co., Ltd.) พร้อมคณะวิทยากรหลากหลายสาขา เพื่อส่งมอบความรู้เสริมทักษะให้ผู้ประกอบการณ์อย่างมากที่สุด ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ DITP (รัชดาภิเษก) เมื่อเร็วๆ นี้

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2999328

Related links

ประชุมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มนานาชาติ

สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ร่วมกับบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดงานโพรแพ็ก เอเชีย 2019 ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้สนใจในธุรกิจและอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเข้าร่วมงานสัมมนาและการประชุมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มนานาชาติ 2019 (Asia Drink Conference 2019) โดยมีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและผู้นำด้านผลิตเครื่องดื่มชั้นนำจากไทยและต่างประเทศ อาทิ โคคา-โคลา, ทิปโก้, ไทยนามทิพย์, กรีนสปอต, ซานมิเกล, เอฟแอนด์เอ็น, โดล และเสริมสุข ฯลฯ ร่วมให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ ทั้งในเรื่องของทิศทางและแนวโน้มของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มโลกตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เทคโนโลยีการผลิต ข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึก (Consumer Insight) และบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ โดยแนวคิดในงานสัมมนาและการประชุมในครั้งนี้จะมุ่งเน้นในหัวข้อ “เครื่องดื่ม 4.0 วิวัฒนาการของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและบรรจุภัณฑ์” ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่เป็นประโยชน์สำหรับนำไปพัฒนาการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานสัมมนาและการประชุมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มนานาชาติ 2019 (Asia Drink Conference 2019) จะจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน 2562 ห้องประชุม 222-223 โดยเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายในงาน โพรแพ็ก เอเชีย 2019 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 มิถุนายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณกัญญศา มิตรเกษม โทร.0-2036-0511 Email : Kanyasa.m@ubm.com.

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/2997753

Related links

BWG รับรางวัล Asia Responsible Enterprise Award 2019 ตอกย้ำความรับผิดชอบต่อสังคม

คุณภัทร เหลืองวิริยะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ผู้ประกอบธุรกิจกำจัดกากอุตสาหกรรมอย่างครบวงจรทั้งฝังกลบ เผาทำลาย และนำกลับมาใช้ใหม่ ขึ้นรับรางวัล Asia Responsible Enterprise Award 2019 (AREA 2019) สาขา Green Leadership “Green Energy From Industrial waste” ในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจดีเด่นด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ในงานประชุม International CSR SUMMIT 2019 ที่จัดขึ้นโดย Interprise Asia ตอกย้ำถึงความเอาใจใส่ และความรับผิดชอบสูงสุดต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม งานนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจในการทำ CSR ในระดับนานาชาติ ณ โรงแรม Hilton Taipei ประเทศไต้หวัน เมื่อเร็วๆ นี้

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2996138

Related links

งาน “TWO WHEELS ASIA 2019”23-25 พ.ค. นี้ ที่ ไบเทค บางนา หวังอัพเกรด อุตสาหกรรมไทยขึ้นเป็นผู้นากลุ่ม CLMV

เปิดแล้วยิ่งใหญ่ “TWO WHEELS ASIA 2019” งานแสดงสินค้าและสัมมนาธุรกิจด้าน พาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าแห่งเอเชียครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ 23-25 พ.ค. นี้ที่ไบเทค บางนา GECS พร้อมพันธมิตร ไทย-ไต้หวัน หวังอัพเกรด อุตสาหกรรมไทยขึ้นเป็นผู้นากลุ่ม CLMV

บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่นแอนด์ คอนเวนชั่นเซอร์วิส จำกัด ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) และพันธมิตร อาทิ บริษัท อาแวนซ่า จำกัด ประเทศ ไต้หวัน, มูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทย, สมาคมยานยนต์ไฟฟ้า และ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดงาน “TWO WHEELS ASIA 2019” งานแสดงสินค้าและสัมมนาธุรกิจ พาหนะสองล้อ และพาหนะไฟฟ้าแห่งเอเชีย ครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2562 ณ ฮอลล์ EH 105 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/2993791

Related links

กสอ.ดัน SMEs ไทยพุ่งแรง ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เตรียมพร้อมรองรับ 4.0

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.62 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สามารถปรับตัวให้เข้าถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ได้อย่างรวดเร็วก้าวทันกับสถานการณ์ดิจิทัลของโลก รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การเป็นเอสเอ็มอี 4.0 (Smart SMEs) ผ่านเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา กสอ.ได้ร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ภายใต้โครงการ Connected Industries จัดกิจกรรม “3-Stage Rocket Approach” หรือ “จรวด 3 ขั้น โดยนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Internet of Things (IoT) Artificial Intelligence (AI) และ Big Data มาปรับใช้ เพื่อผลักดันเอสเอ็มอี สู่อุตสาหกรรม 4.0 ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่

1. Visualize Machine คือ การรวบรวมข้อมูลจากเครื่องจักรให้เป็นดิจิทัล และนำมาใช้วิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต 2.Visualize Craftsmanship คือ การเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวของแรงงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อวิเคราะห์การทำงานให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และ 3.Lean Automation System Integrator : หรือ LASI Project คือ การพัฒนา โครงการสาธิตการผลิตแบบลีนออโตเมชั่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ตลอดทั้งการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ ด้วยการเชื่อมต่อบริษัทอุตสาหกรรมทั้งระบบ ทั้งข้อมูล บุคลากร และเครื่องจักรระหว่างบริษัทและเอสเอ็มอี เข้าด้วยกัน

“สำหรับในปี 2561 ที่ผ่านมา กสอ.นำร่องได้ติดตั้ง 3-Stage Rocket Approach ให้กับเอสเอ็มอีที่มีความพร้อมตามเกณฑ์การคัดเลือกจรวดขั้นที่ 1 และ 2 ไปแล้ว จำนวน 600 กิจการทั่วประเทศ โดยพบว่าในขั้นที่ 1 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 30 คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 850 ล้านบาท และขั้นที่ 2 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 150 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2562 นี้ กสอ.ได้เตรียมแผนงานเพื่อเดินหน้าสานต่อกิจกรรม “3-Stage Rocket Approach” หรือ “จรวด 3 ขั้น โดยการรับสมัครเอสเอ็มอีภาคการผลิตทั่วประเทศ เพื่อผลักดันเอสเอ็มอีเข้าสู่จรวดขั้นที่ 1 และ 2 จำนวนไม่น้อยกว่า 500 กิจการ และจรวดขั้นที่ 3 อีกไม่น้อยกว่า 100 กิจการ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างแท้จริง ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นอีกกว่าร้อยละ 45 และสามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 30 และคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2,000 ล้านบาท” นายกอบชัย กล่าว

ด้าน นายชัยศักดิ์ วรวิริยะประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ช้างทอง อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตเครื่องมือทางการเกษตร โดยมีเครื่องหยอดเมล็ดข้าวเป็นสินค้าหลัก กล่าวว่า บริษัทฯได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ระบบอัจฉริยะเฝ้าติดตามและตรวจสอบดูแลการทำงานของเครื่องจักร (Machine Monitoring System) กับทาง กสอ.ทำให้บริษัทฯสามารถมองเห็นถึงปัญหาและประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรในกระบวนการผลิต ทั้งจุดแข็ง-จุดอ่อน ได้มากขึ้น และได้นําระบบเทคโนโลยีการเชื่อมด้วยหุ่นยนต์ (Robot Welding) มาใช้ในกระบวนการผลิตนี้ เนื่องจากเป็นระบบที่มีการจับยึด และการเชื่อมอัตโนมัติที่รวดเร็วและแม่นยํา ทําให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กําหนด สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนแรงงานได้ ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางธุรกิจในปีนี้ของบริษัทฯค่อนข้างสูงขึ้น

ด้าน นายชลิต โฆษิตวัฒนาพานิชย์ ผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัท โออิชิฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตเบเกอรี่แบรนด์ โออิชิ และแบรนด์ Kit’z กล่าวว่า หลังจากบริษัทฯได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบอัจฉริยะ เฝ้าติดตามและตรวจสอบดูแลการปฏิบัติงานของพนักงาน (Visualize Craftsmanship) ได้เรียนรู้ถึงการแก้ไขปัญหาที่จุดต้นเหตุ คือ การควบคุมต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุด แต่คุณภาพสินค้าต้องดีที่สุดจริงๆแล้ว การเปิดใจกว้างๆเพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐมานำเสนอ จะสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้จริงๆ

ที่มา ไทยรัฐ

Related links

กระทรวงแรงงานเฟ้นหาหัวกะทิยกระดับป้อนอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์

ก.แรงงาน เปิดสนามสอบคัดเลือกป.ตรี และผู้ว่างงาน เข้าอบรมหลักสูตรธุรกิจรับส่งสินค้าระหว่างประเทศ การันตีฝึกจบมีงานทำทันที
นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ 1ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต เป็นรากฐานสำคัญ ของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นกลไกที่ส่งผ่านมูลค่าของสินค้าและบริการจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค การพัฒนาบุคลากรในอุตาหกรรมนี้ให้มีคุณภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มผู้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ในฐานะหน่วยงานหลัก จึงมีนโยบายที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาแรงงานคุณภาพ หรือ super worker ตามนโยบาย 3 A โดยบูรณาการความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐกับสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) และโรงเรียนธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ (ITBS) จัดฝึกอบรม เพื่อผลิตแรงงานคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการ ในภาคอุตสาหกรรมนี้ ทั้งนี้ยังสามารถช่วยลดปัญหาการว่างงานของผู้จบปริญญาตรีอีกด้วย

ตั้งแต่ปี 2558 ได้มีการดำเนินการพัฒนาทักษะให้แก่ผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ที่ต้องการ re-skill เพื่อทำงานในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไปแล้ว 206 คน โดยผู้ผ่านการฝึกอบรมได้รับการบรรจุงานทุกคนและมีรายได้เฉลี่ย 20,000 บาท / เดือน สำหรับปี 2562 กพร. ตั้งเป้าผลิตบุคลากรเพิ่มอีก 300 คน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 4 รุ่น ๆ ละ 50 คน รวม 200 คน ซึ่งจากการสำรวจพบว่าผู้ผ่านการฝึกอบรมส่วนใหญ่มีงานทำและอาชีพที่แน่นอน ดังนั้น เพื่อดำเนินการอย่างต่อเนื่อง กพร.จึงจัดให้มีการทดสอบและประเมินความรู้ความสามารถ เพื่อคัดเลือกผู้ที่เหมาะสม เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร “ธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ” ตามโครงการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ รองรับธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยจัดให้มีการวัดความรู้เบื้องต้นด้านโลจิสติกส์ ความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2562 จากนั้นมีการสอบสัมภาษณ์ เพื่อทำการคัดเลือกผู้สมัคร 100 คน จากผู้สมัครทั้งสิ้น 197 คน

อธิบดี กพร. ยังกล่าวต่อไปว่า การอบรมจะมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยฝึกภาคทฤษฎีช่วง ระหว่างวันที่ 24 พ.ค. – 12 ก.ค. 2562 และการฝึกภาคปฏิบัติ ระหว่างวันที่ 18 ก.ค. – 10 ก.ย. 2562 ระหว่างการฝึกภาคทฤษฎี 2เดือน สถานประกอบการที่รับผู้ฝึกอบรมเข้าไปฝึกงาน จะช่วยทำหน้าที่คัดกรอง เพื่อเฟ้นหาผู้ที่เหมาะสมส่งไปฝึกภาคปฏิบัติในตำแหน่งที่เหมาะสม และรับเข้าทำงานต่อไป ซึ่งเป็นการการันตีว่าผู้ผ่านการฝึกอบรมสามารถมีงานทำแน่นอน

ด้าน นายเสก สุขวงศ์ อายุ 26 ปี กล่าวว่า เดิมทำงานเป็นพนักงานประจำฝ่ายบริการลูกค้าแต่ไม่ถนัดงานด้านนี้ จึงคิดอยากจะเปลี่ยนงาน ทราบข่าวว่ากรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีโครงการนี้ เลยสนใจและภาคขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศกำลังเติบโต และต้องการบุคลากรจำนวนมาก จึงเข้ามาสมัคร และเตรียมตัวด้วยการค้นคว้าหาความรู้ทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติม จึงมีความมั่นใจพอสมควร แต่ไม่ถนัดด้านภาษาอังกฤษเนื่องจากใช้น้อย หากผ่านการทดสอบครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และไม่เพียงแค่ตนแต่ยังรวมถึง ผู้ว่างงานและผู้ที่เพิ่งจบปริญญาตรี ยังมีโอกาสเพิ่มพูนประสบการณ์และช่องทางในการประกอบอาชีพด้วย ถ้าไม่ผ่านก็ถือเป็นประสบการณ์เพื่อกลับไปเตรียมตัวให้ดีกว่าเดิมและกลับมาทดสอบอีกครั้งอย่างแน่นอน

ด้าน น.ส.อังศุมาลี มีภู่เพ็ง อายุ 22 ปี เปิดเผยว่า ตนเพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่ไม่ใช่ด้านโลจิสติกส์ ทราบข่าวโครงการจากอาจารย์ผู้สอน ซึ่งเป็นช่วงที่ตนกำลังว่าง และหางานอยู่ จึงตัดสินใจสมัครเข้ามาสอบ เพราะผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้เมื่อจบการฝึกอบรมแล้วจะได้รับการบรรจุเข้าทำงานทันที จึงเห็นโอกาสของเราที่จะได้งานทำ .

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2991507

Related links

กสอ. ผนึก 7 ภาคีเครือข่าย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมฟู้ดทรัค

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ผนึก 7 ภาคีเครือข่าย แถลงความร่วมมือ ยกระดับมาตรฐานพัฒนาอุตสาหกรรมฟู้ดทรัคให้เป็นที่ยอมรับของตลาด รองรับการขยายตัวของผู้ประกอบการที่เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมชูแนวคิดพัฒนาอุตสาหกรรมฟู้ดทรัคแบบคู่ขนาน ผ่าน 5 มาตรการสำคัญ เร่งบ่มเพาะผู้ประกอบการให้เข้มแข็ง ขยายคลัสเตอร์ เชื่อมโยงตลาดสากล หนุนเงินลงทุน ตั้งเป้าส่งเสริมผู้ประกอบการสุ่ธุรกิจฟู้ดทรัค 3,500 ราย คาดว่าก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,260 ล้านบาท

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมร้านจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ หรือ ฟู้ดทรัค มีการเติบโตที่อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีรถฟู้ดทรัคกว่า 1,500 คัน ทั่วประเทศ แบ่งเป็นอาหารคาวร้อยละ 57 อาหารหวานร้อยละ 14 และเครื่องดื่มร้อยละ 29 ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในกรุงเทพฯกว่าร้อยละ 70 ที่เหลือ ร้อยละ 30 อยู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งจากการเติบโตที่รวดเร็วนี้ ทำให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ กลุ่มฟู้ดทรัคให้มีศัยกภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงได้ดำเนินการนำร่องรวมกลุ่มผู้ประกอบการเป็นฟู้ดทรัคคลัสเตอร์ ผ่านการจัดกิจกรรมบ่มเพาะ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจว่าผู้ประกอบการฟู้ดทรัคมีคุณภาพและมาตรฐาน โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 136 ราย และในปีพ.ศ. 2562 นี้ กสอ. ยังมุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมฟู้ดทรัค โดยชูแนวคิดพัฒนาอุตสาหกรรมแบบคู่ขนาน เร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการฟู้ดทรัคคลัสเตอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ผ่าน 5 มาตรการ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดฟู้ดทรัคที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในสังคม ซึ่ง กสอ. ได้ร่วมมือกับ 7 หน่วยงาน ได้แก่ กรมอนามัย กรมการขนส่งทางบก สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สถาบันอาหาร สถาบันยานยนต์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดทำขอบเขตมาตรฐาน โดยอ้างอิงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยงาน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ ด้านมาตรฐานความปลอดภัยและชีวอนามัย ทั้ง คน ครัว รถ และ ตลาด (Smart 4 Food Truck) ให้ผู้ประกอบการนำไปปรับใช้ในธุรกิจฟู้ดทรัคได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีมาตรการการพัฒนาบ่มเพาะผู้ประกอบการฟู้ดทรัคให้เข้มแข็ง ผ่านการอบรม “บันได 5 ขั้น สู่ความสำเร็จในธุรกิจฟู้ดทรัค” โดย กสอ. ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมสัมมนาสร้างความตระหนักในธุรกิจฟู้ดทรัคในจังหวัดต่าง ๆ อาทิ กรุงเทพฯ พิษณุโลก เชียงใหม่ และนครราชสีมา รวมทั้งได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมพัฒนาผู้ประกอบการฟู้ดทรัคให้ได้มาตรฐาน ซึ่งมีผู้เข้าร่วม จำนวน 104 ราย และมีผู้ผ่านการอบรมแล้ว 2 รุ่น รวมจำนวนทั้งสิ้น 44 ราย ซึ่งจัดพิธีมอบเกียรติบัตร SMART 4 ในวันนี้ด้วย รวมถึง มาตรการการพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมฟู้ดทรัคในระดับประเทศ ด้วยการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการฟู้ดทรัคและผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับฟู้ดทรัค เกิดเป็น”เครือข่ายฟู้ดทรัคคลัสเตอร์ประเทศไทย” ซึ่ง กสอ. มีแผนขยายคลัสเตอร์ฟู้ดทรัคไปสู่จังหวัดสำคัญ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา ชลบุรี ภูเก็ต และเชียงราย มาตรการการเชื่อมโยงสู่ตลาดฟู้ดทรัค ซึ่ง กสอ. จะเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการในคลัสเตอร์นี้ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง Big Brothers เครือข่ายภาครัฐและเอกชน โดยตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา กสอ. ได้นำผู้ประกอบการฟู้ดทรัค ไปทดสอบตลาดทั้งในและต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 25 ล้านบาท และมาตรการสุดท้าย ความพร้อมทางด้านเงินทุน โดย กสอ. ได้ปรับเกณฑ์การพิจารณาและประเภทของธุรกิจในการขอสินเชื่อจากโครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทยให้รองรับกลุ่มธุรกิจฟู้ดทรัค โดยมีอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 4 และมีวงเงินในการขอสินเชื่อถึง 1 ล้านบาท”กสอ. มุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการฟู้ดทรัค ให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม เกิดความเข้มแข็ง และมีความยั่งยืน โดยคาดว่าปีนี้ จะส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการฟู้ดทรัคได้มากกว่า 3,500 ราย และคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,260 ล้านบาท” นายกอบชัย กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2987918

Related links