Aeroflex รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 4 วัฒนธรรมสีเขียว จากกระทรวงอุตสาหกรรม

นายอนันท์ โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารและพัฒนาองค์กรเพื่อความยั่งยืน บริษัท แอร์โรเฟลกซ์ จำกัด (Aeroflex) บริษัทย่อยของ บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (EPG) เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลและเกียรติบัตร “โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 4 วัฒนธรรมสีเขียว” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือ ร่วมใจดำเนินงานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกด้านในการประกอบธุรกิจจนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร ณ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3041439

Related links

อยากวิ่งนำต้องทำตาม!! ก้าวสู่อุตฯ อัจฉริยะยุคใหม่ ต้องใส่ใจ 4 ความ “สมาร์ท” แบบญี่ปุ่น

ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมกำลังมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาแทบจะตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากก็คือ การนำ”ระบบอัจฉริยะ” หรือที่เรียกกันอย่างสั้นๆว่า “สมาร์ท” เข้ามาเป็นเฟืองหลักสำหรับขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ก้าวไปสู่ Smart Industry หรือ โรงงานอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นระบบการผลิตที่มีความทันสมัย การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เอื้อต่อการทำงานให้สะดวก ง่าย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งในเรื่องของการประหยัดพลังงานและการใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยระบบสมาร์ทเหล่านี้นับเป็นสิ่งที่หลาย ๆ สถานประกอบการควรหันมาใช้และให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างทั้งภาพลักษณ์ การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเพื่อให้รับมือได้ทันกับบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ประเทศหนึ่งซึ่งให้ความสำคัญกับการนำระบบ “สมาร์ท” มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมคือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเห็นได้จากการนำระบบไอโอที หุ่นยนต์ เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย และระบบการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆมาใช้ในการดำเนินงานหลายๆประเภท โดยระบบสมาร์ทต่างๆของญี่ปุ่นยังเป็นต้นแบบและถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรมของหลายๆประเทศ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานอุตสาหกรรมในไทย นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการจัดงานนิทรรศการและงานแฟร์ด้านเครื่องจักรและระบบการผลิตทีทันสมัย เพื่อแบ่งปันข่าวสารข้อมูล ตลอดจนกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมได้เรียนรู้เทคโนโลยีนวัตกรรมที่จำเป็น ทั้งนี้ จากความใส่ใจในกระบวนการดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจที่วันนี้ประเทศญี่ปุ่นจะยังคงไว้ซึ่งสถานะความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมระดับแถวหน้าของโลก

นายทาดาชิ โยชิดะ ประธานสมาคมบริหารจัดการประเทศญี่ปุ่น หรือ JMA กล่าวว่า Smart Industry จะไม่ใช่แนวคิดในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอีกต่อไป หากแต่จะเป็นพัฒนาการและการปฏิวัติรูปแบบโรงงานแบบใหม่ ที่หลายๆระบบจะต้องมีความเป็นอัจฉริยะ มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ชาญฉลาด และมีเครื่องจักร หรือกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในการก้าวไปสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะนั้น สถานประกอบการต่างๆจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติของความเป็น “SMART” 4 ประเภท ได้แก่

– Smart People คือการพัฒนากำลังคนให้มีทักษะและมีความพร้อมกับการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมในยุคใหม่อยู่เสมอ ซึ่งควรจะเริ่มตั้งแต่ในสถาบันการศึกษา เช่น ทักษะการเขียน Coding ทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเฉพาะทาง การผลิตวิศวกรที่สามารถรองรับความต้องการและผลกระทบทางอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น วิศวกรด้านความเสี่ยง วิศวกรการเงิน วิศวกรด้านไอโอที นอกจากนี้ยังควรจะต้องพัฒนาความสามารถเฉพาะทางที่หุ่นยนต์ หรือ AI ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ เพื่อรับมือกับแนวโน้มการถูกแทนที่แรงงานด้วยเครื่องมือดังกล่าวในอนาคต

– Smart Technology & Innovation โดยเป็นการนำระบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในทุกกระบวนการทางอุตสาหกรรม เพื่อให้ผลลัพธ์ในกระบวนการผลิตและการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและลดผลเสียให้น้อยลงที่สุด ซึ่งเทคโนโลยีที่มีความจำเป็นสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในยุคใหม่คือ IoT (Internet of Things) เป็นการนำระบบอินเทอร์เน็ตมาเชื่อมโยงกับระบบต่างๆภายในสถานประกอบการ เพื่อให้การสั่งการทำงานง่าย รวดเร็ว และสามารถกระทำได้ในทุกที่ทุกเวลา ส่วนต่อมาคือ Big Data ซึ่งจะเป็นระบบที่วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อทำนายพฤติกรรม การเตือนภัย แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงช่วยในการตัดสินใจให้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามด้วย หุ่นยนต์ ซึ่งจะมีหน้าที่ในการทำงานทดแทนส่วนที่มนุษย์ไม่สามารถกระทำได้ เช่น การทำงานในพื้นที่หรือบรรยากาศที่มีความเสี่ยง การผลิตที่มีความต่อเนื่องหรือระยะเวลาที่ยาวนาน Blockchain ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ความลับของบริษัท การเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ และสุดท้ายคือระบบ AI ซึ่งเป็นระบบที่มีความขำนาญเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์คุณภาพของสินค้า การคำนวณ การตรวจจับความผิดพลาดจากการดำเนินงาน เป็นต้น

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3038319

Related links

เกาหลีใต้เผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1.2% ในเดือนก.ค. เหตุการผลิตรถยนต์เพิ่ม

สำนักงานสถิติเกาหลีใต้เปิดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค.ของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนมิ.ย. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น

สำนักงานสถิติระบุว่า การผลิตรถยนต์เดือนก.ค.เพิ่มขึ้น 6.3% จากเดือนมิ.ย. โดยได้แรงหนุนจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ซึ่งรวมถึง รถ SUV รุ่น Venue ของฮุนได มอเตอร์ และ รถ SUV รุ่น all-new Seltos ของเกีย มอเตอร์ส

นายคิม โบ-คยัง ผู้อำนวยการแผนกสถิติอุตสาหกรรมของเกาหลีกล่าวว่า การผลิตรถยนต์มีส่วนมากที่สุดที่ทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นในเดือนก.ค. และการผลิตเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากการซ่อมบำรุงโรงงานได้เสร็จสิ้นลงแล้ว

การผลิตในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมก๊าซและไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบเป็นรายเดือนในเดือนก.ค. โดยเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 32 เดือน ในขณะที่ภาคบริการขยายตัว 1% เมื่อเทียบรายเดือน

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq28/3035027

Related links

อมตะร่วมสร้างสังคมแห่งความปลอดภัย

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี โดยนายอัครเรศร์ ชูช่วย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้เซอร์วิส จำกัด และนางบุปผา กวินวศิน ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ร่วมกับบริษัท ไทย โตเคนเทอร์โม จำกัด จัดกิจกรรมซ้อมแผนควบคุมภาวะฉุกเฉินเหตุสารเคมีรั่วไหลประจำปี 2562 เพื่อเตรียมความพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง บรรเทาความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนโดยรอบ ณ โรงงาน บริษัท ไทย โตเคนเทอร์โม จำกัด

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3031901

Related links

อิมแพ็ค จัดงาน INTERMAT ASEAN

อิมแพ็คประกาศความพร้อมจัดงาน INTERMAT ASEAN และงาน CONCRETE ASIA งานแสดงสินค้าและการประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ ด้านอุตสาหกรรมก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีคอนกรีตระดับภูมิภาค เพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาตร์ชาติในด้านการก่อสร้าง โดยรวบรวมสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำกว่า 300 แบรนด์มาจัดแสดงระหว่างวันที่ 5 -7 กันยายน   อาคาร 9 – 10 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมทั้งกิจกรรมเจรจาธุรกิจกว่า 450 นัดหมาย อัดแน่นด้วยสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของประเทศไทย และการสาธิตเทคโนโลยีใหม่ คาดดึงบุคคลากรที่อยู่ในอุตสาหกรรมกว่า 5,000 ราย

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/3029261

Related links

บอร์ดตั้งรองสุนันท์ นั่งแท่นรักษาการผู้ว่าการ กยท. คนล่าสุด

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้จัดประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 9/2562 มีมติเห็นชอบให้ นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร ขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยคนล่าสุด หลังนายศิริรุจ จุลกะรัตน์ กรรมการ กยท. ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ กยท. ว่าไม่สามารถเข้ารับตำแหน่งดังกล่าวได้ ซึ่งคณะกรรมการเห็นควรให้นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล ขึ้นรักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เนื่องจากมีประสบการณ์การทำงาน มีความรอบรู้ และความเชี่ยวชาญเรื่องยางพารา และทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางมาเป็นเวลานาน พร้อมทั้งสามารถประสานงาน แสวงหาความร่วมมือได้กับทุกกระทรวง

ด้าน นายสุนันท์ กล่าวหลังรับตำแหน่งว่า “จากนี้จะเดินหน้าผลักดัน กยท. ในทุกด้านให้เป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงขับเคลื่อนนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในด้านต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และพร้อมรับฟังข้อเสนอและความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดการพัฒนาร่วมกัน”

ในส่วนของประวัติการทำงาน นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล เข้าเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจของการยาแห่งประเทศไทย (กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางเดิม) มาตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2535 และเข้ารับตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3027868

Related links

IRPCรุกผลิตเม็ดพลาสติกทำทุ่นลอยน้ำ นำร่องติดตั้งโซลาร์12.5เมกป้อนนิคมฯ

นายนพดล ปิ่นสุภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงทุนโครงการพลัง งานแสงอาทิตย์แบบทุ่นโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) ขนาด 12.5 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในเขตประกอบการ อุตสาหกรรมไออาร์พีซี จ.ระยอง คาดว่าจะสามารถติดตั้งและ ดำเนินการผลิตไฟฟ้าได้ภายใน ไตรมาสแรกของปี 2563 ช่วย ลดต้นทุนค่าไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง ฟอสซิล และยังเป็นการใช้นวัต กรรมเม็ดพลาสติกของ IRPC ที่คิดค้น เพื่อให้เหมาะสมสำ หรับการผลิตทุ่นโซลาร์ลอยน้ำ ทั้งนี้ ทุ่นโซลาร์ลอยน้ำผลิตจากเม็ดพลาสติก HDPE (High Density Polyethylene หรือโพลีเอทิลีนที่มีความหนา แน่นสูง)  เกรดพิเศษ P301GR โดยออกแบบให้เนื้อพลาสติกเป็นสีเทา มีคุณสมบัติในการช่วยลดอุณหภูมิใต้แผงโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้ระบบผลิตกระ แสไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถรีไซเคิลได้ และรับประกันอายุการใช้งานของวัสดุได้ไม่ต่ำกว่า 25 ปี เนื่องจากมีความทนทานต่อแสงยูวี, สารเคมี มีความเสถียรต่อความร้อน

ที่มา  https://www.ryt9.com/s/tpd/3024225

Related links

ย้ำซ้ำๆกุมขมับค่าแรง 400 ทำส่งออกหาย 1.4 แสนล้าน

สาธยายค่าแรงเพื่อนบ้าน ถ้าไทยขยับเป็นวันละ 400 บาท จะสูงกว่าคู่แข่งยิ่งขึ้นไปอีก ย้ำขึ้นพรวดเดียว จะทำให้มูลค่าส่งออกหายทันทีปีละ 1.4 แสนล้านบาท แนะทยอยปรับแบบขั้นบันไดครั้งละ 5% จะได้ค่อยๆปรับตัว ด้านดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน มิ.ย. ติดลบ 5.54% ต่ำสุดรอบ 29 เดือน

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ได้วิเคราะห์ทิศทางการส่งออกไทยปี 62 และผลกระทบของนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท โดยพบว่า หากรัฐบาลจะปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 400 บาทจริง จะทำให้มูลค่าการส่งออกไทยลดลงทันทีปีละ 1.8% คิดเป็นมูลค่าที่หายไป 4,524 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 142,961 ล้านบาท ซึ่งจะมีผลทำให้มูลค่าส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 62 ลดลง 0.9% คิดเป็นมูลค่า 70,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เพราะค่าแรงที่ปรับขึ้นเป็นวันละ 400 บาท หรือเพิ่มขึ้น 30% จากปัจจุบัน จะทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นและแข่งขันไม่ได้ โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้แรงงานคน จำนวนมาก อย่างอุตสาหกรรมการเกษตร, เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม, อาหาร รัฐบาลจึงควรทยอยปรับขึ้นค่าจ้างแบบขั้นบันไดหรือขึ้นครั้งละ 5% เพื่อให้ผู้ส่งออกได้ปรับตัวได้ รวมถึงต้องเพิ่มทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับรายได้ด้วย

“ได้มีการศึกษาย้อนหลังไป 15 ปี พบว่าการส่งออกไทยพึ่งพาค่าจ้างแรงงานอย่างมาก โดยค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1% จะทำให้มูลค่าส่งออกลดลง 0.06% เมื่อมีการขึ้นพรวดเดียวเป็น 400 บาท จะทำให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น 30% หากผู้ประกอบการไม่ขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุน ก็จะอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าขึ้นราคา ก็จะไม่มีใครซื้อเช่นกัน” สำหรับค่าจ้างขั้นต่ำของไทยปัจจุบันอยู่ที่วันละ 308-330 บาท หากขึ้นเป็น 400 บาท จะทำให้สูงกว่าคู่แข่งมากขึ้น เช่น จีน ที่เฉลี่ยวันละ 215-330 บาท, อินโดนีเซีย วันละ 117-294 บาท, มาเลเซีย วันละ 278 บาท, ฟิลิปปินส์ วันละ 196-246 บาท, เวียดนาม วันละ 167-190 บาท, กัมพูชา วันละ 180 บาท, ลาว วันละ 136 บาท, เมียนมา วันละ 101 บาท เป็นต้น

นายอัทธ์ กล่าวต่อถึงทิศทางการส่งออกไทยปี 62 ว่า คาดว่าทั้งปีจะมีมูลค่า 251,338 ล้านเหรียญ หรือติดลบ 0.64% ถือเป็นการหดตัว
ครั้งแรกในรอบ 4 ปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับทุกประเทศทั่วโลก เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดจะขยายตัวได้ 1.6% คิดเป็นมูลค่า 128,367 ล้านเหรียญ ขณะที่ครึ่งแรกปีนี้ ติดลบที่ 2.9% โดยการขยายตัวมาจากการขยายตัวของตลาดรอง ที่ไม่ใช่สหรัฐฯและจีน เช่น อินเดีย อาเซียน จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ สำหรับปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งหลังของปี ยังคงเป็นจากสงครามการค้าที่ยังยืดเยื้อ, ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง, ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เวียดนาม-สหภาพยุโรป ที่จะมีผลใช้บังคับในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะทำให้การส่งออกไทยลดลงประมาณ 21,500 ล้านบาท จะกระทบสินค้าไทย ทั้งเครื่องนุ่งห่ม สินค้าเกษตร เช่น ข้าว ผลไม้ เป็นต้น

นายอดิทัต วะสีนนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาติดลบ 5.54% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการขยายตัวติดลบต่ำสุดในรอบ 29 เดือน สาเหตุหลักมาจากผลกระทบเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ชะลอต่อเนื่อง จนการส่งออกของไทยเดือน มิ.ย.ไม่รวมทอง ติดลบมากที่สุดในรอบ 35 เดือน รวมทั้งการผลิตรถยนต์ที่เป็นอุตสาหกรรมสำคัญของไทยก็มีการส่งออกที่ลดลง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ไม่มีกำลังซื้อก็ลดลงต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สศอ.ยังคงเป้าหมายอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมทั้งปีนี้ ไว้ที่ 1.5-2.5% และคาดการณ์ดัชนีเอ็มพีไอไว้ที่ 1.5-2.5% ตามเดิม และจะทำทบทวนอีกครั้งในเดือน ส.ค.นี้.

ที่มา ไทยรัฐ

Related links

‘กนอ.’ยึดต้นแบบรง.ญี่ปุ่น นำระบบ’รีไซเคิล’กำจัดขยะมาใช้ในไทย

นายจักรรัฐ เลิศโอภาส รองผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผย ระหว่างการศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ว่า กนอ.กำลังดำเนินการโครงการนำร่องระบบ ติดตามกากอุตสาหกรรมจากต้นทางถึงปลายทาง ที่ออกจากนิคมอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้รั่วไหลออกไปส่งผลกระทบกับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยใช้งบผูกพันปี 2562 ประมาณ 12 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนในการนำเสนอ คณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง กนอ.เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการในเดือนสิงหาคมนี้ และคาดว่าจะดำเนินการได้ภายใน 2562

ทั้งนี้จะเริ่มที่นิคมอุตสาหกรรมลำพูน ซึ่งมีจำนวน 76 โรงงาน เนื่องจากเป็นนิคมอุตฯเก่ามีการเข้า-ออกทางเดียว สามารถตรวจสอบและติดตามผลได้ง่าย หลังจากนั้น จะขยายผลไปยังนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยจะดำเนินการโดย บริษัท โกลบอล ยูทิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด Gusco บริษัทร่วมทุน ของ กนอ.

สำหรับการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งนี้ได้ศึกษา เทคโนโลยีการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการกลั่นปรอทขั้นสูงที่โรงงาน อิโตมูกะ (Itomuka Plant) ของบริษัท โนมูระเกาะสัน จำกัด (Nomura Kohsan Co.,Ltd.) เพื่อจะนำมาปรับใช้ในการกำกับดูแลโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมของไทยที่ กนอ.มุ่งใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในการยกระดับนิคมฯทุกแห่งทั่วประเทศที่เปิดดำเนินการแล้วเข้าสู่ เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศภายในปี 2564

“หลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนมุ่งใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่าสูงสุดโดยลดปริมาณขยะให้เหลือน้อยที่สุด ขณะที่ไทยเองรัฐบาลก็ได้กำหนดให้อุตสาหกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)” นายจักรรัฐ กล่าว

สำหรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการกลั่นปรอทขั้นสูงที่โรงงานอิโตมูกะ (Itomuka Plant) ของบริษัท โนมูระเกาะสัน จำกัด (Nomura Kohsan Co.,Ltd.) นั้นเป็นการดำเนินธุรกิจให้บริการรีไซเคิลขยะประเภทที่ประกอบด้วยสารปรอท และการจัดเก็บของเสีย และสามารถนำปรอทกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่อีกครั้ง

“เทคโนโลยีดังกล่าวนับเป็นต้นแบบที่ กนอ.จะนำมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ ของเสียประเภทดังกล่าวที่เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรม ให้มีการจัดการอย่างถูกวิธีและมีการจัดเก็บอย่าง เป็นระบบต่อไปในอนาคต” นายจักรรัฐ กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/nnd/3020153

Related links

นวัตกรรมระบบปรับอากาศที่โดดเด่นและเหนือกว่าในทุกมิติ

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค ผู้นำเทคโนโลยีความเย็นและระบบปรับอากาศ แนะนำผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์รุ่นล่าสุด เพื่อรองรับการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม “ระบบปรับอากาศ แบบน้ำยาแปรผันอัตโนมัติ City Multi รุ่น YKD Series” ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีที่เน้นการประหยัดพลังงาน ด้วยการเพิ่มสมรรถนะการทำความเย็นหรือ COP สูงขึ้นถึง 20% พร้อมด้วย Capacity assist mode ที่ช่วยเร่งการระบายอากาศ เพื่อให้ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความสามารถการทำความเย็นได้สูงขึ้นถึง 13% นอกจากนี้ยังมี Indoor Unit ที่หลากหลาย สามารถตอบโจทย์ทุกการออกแบบของอาคารยุคใหม่ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมควบคุมการทำงานของแฟนคอยล์ภายในอาคารได้มากถึง 2000 ชุด ใช้งานง่าย พร้อมสั่งงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลาตามความต้องการ รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก www.mitsubishi-kyw.co.th

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3018303

Related links