กกพ. คาดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ประชาชน100เมกะวัตต์แรกได้ไตรมาส2ปีนี้

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เตรียมออกระเบียบและหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน 100 เมกะวัตต์แแรกได้ช่วงไตรมาส 2 และเกิดการรับซื้อไฟฟ้าได้จริงช่วงปลายปี 2562 นี้ เบื้องต้นกำหนดราคารับซื้อ 1.6-1.8 บาทต่อหน่วย มูลค่าการลงทุนประมาณ 30-40 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์

นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสานักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สานักงาน กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.อยู่ระหว่างเตรียมการออกระเบียบและหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าพลังงงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)ภาคประชาชน 100 เมกะวัตต์ แรกของปี 2562 ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2562 โดยหลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบอย่างเป็นทางการแล้ว จะเร่งจัดทำระเบียบ หลักเกณฑ์ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน จึงจะออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้ประมาณไตรมาส 2 ของปี 2562 และจากนั้นจะใช้เวลาดำเนินกระบวนการคัดเลือก 4 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นการขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ช่วงปลายปี 2562

ทั้งนี้ในหลักเกณฑ์เบื้องต้นจะกำหนดราคารับซื้อไม่เกิน 1.6-1.8 บาทต่อหน่วย ต้องการเป็นผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อป เน้นให้ผลิตเพื่อใช้ไฟฟ้าเองเป็นหลักและส่วนเกินสามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ รวมทั้งจะกำหนดว่าจะรับซื้อแต่ละรายไม่เกินเท่าไหร่ และแบ่งสัดส่วนการรับซื้อระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)และการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)อย่างไร ทั้งนี้เบื้องต้นต้องหารือกับการไฟฟ้าและสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)ก่อน เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะเปิดรับฟังความเห็นประชาชน 15 วัน จากนั้นจึงจะออกเป็นประกาศรับซื้อไฟฟ้าต่อไป อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเกิดการลงทุน 30-40 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์

สำหรับมติ กพช.เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2562 กำหนดให้รับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภายในปลายปี 2580 ให้ได้จำนวน 10,000 เมกะวัตต์ โดย 10ปีแรกของแผนจะรับซื้อไฟฟ้าจากปีละ 100 เมกะวัตต์ ต่อเนื่อง จากนั้นจะขึ้นกับนโยบายภาครัฐต่อไป

ที่มา energynewscenter.com

เอกชนไทยกระทบน้อย ไม่ต่อ “เซฟการ์ดเหล็ก”

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผย ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) ได้พิจารณาคำร้องของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล็กของไทยที่ให้เปิดการทบทวนเพื่อขยายเวลาการใช้มาตรการปกป้องจากการนำเข้า (เซฟการ์ด) สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเจืออื่นๆ ชนิดเป็นม้วน และไม่เป็นม้วนที่เพิ่มขึ้นจากทั่วโลก เป็นครั้งที่ 3 หลังจะครบกำหนดวันที่ 26 ก.พ.นี้ โดยมีมติไม่ต่ออายุการใช้มาตรการเซฟการ์ด

ทั้งนี้ มีผลการไต่สวนชัดเจนว่า ไทยนำเข้าสินค้าดังกล่าวในปริมาณลดลง ส่วนแบ่งตลาดสินค้านำเข้าในไทยลดลง ขณะที่อุตสาหกรรมของไทยมียอดขายและการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นในปี 60 และปี 61 จึงไม่พบความเสียหายอย่างร้ายแรงจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และหากไทยจะต่ออายุการใช้เซฟการ์ดต่อไป อาจทำให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรการยื่นขอเจรจาเพื่อให้ไทยชดเชยความเสียหาย หรือใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าได้

ที่มา ไทยรัฐ

รัฐมนตรีช่วย ก.อุตฯ ลงพื้นที่ก่อสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์ฯ สาธิตการทดสอบสนามตามมาตรฐานสากล หลังได้รับการรับรองจากสเปน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติแห่งแรกของอาเซียน ชมการทดสอบสนามตามมาตรฐานสากล หลังได้รับการรับรองสนามทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 และ ISO 10844 : 2014 จาก Applus+IDIADA ราชอาณาจักรสเปน

นายสมชาย  หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเดินทางลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center – ATTRIC) และเป็นประธานสักขีพยานในการรับมอบใบรับรองสนามทดสอบยางล้อ ตามมาตรฐาน UN R117 จาก Applus+IDIADA ราชอาณาจักรสเปน ว่า คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. ดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์ฯ ภายในกรอบวงเงิน 3,705.7 ล้านบาท บนพื้นที่ 1,235 ไร่ ณ บริเวณเขตสวนป่าลาดกระทิง ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้บริการทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์   ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และยางล้อตามมาตรฐานสากล

ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ – ATTRIC (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center) เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเร่งรัดการพัฒนาการมาตรฐาน การวิจัยและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนและยางล้อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นประเทศเป้าหมายของการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอนาคต เอื้อให้เกิดการลงทุนในกิจกรรมการวิจัยและพัฒนายานยนต์ต้นแบบ และชิ้นส่วนยานยนต์ต้นแบบ ตามเป้าหมายอุตสาหกรรม S-Curve ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EASTERN ECONOMIC CORRIDOR : EEC) ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ในการสร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนภายในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการพัฒนาให้เป็นประตูสู่การค้าในฐานการผลิต และระบายสินค้าของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า  การดำเนินการก่อสร้างศูนย์ทดสอบฯ ระยะที่ 1 ประกอบด้วยสนามทดสอบยางล้อและเครื่องมือทดสอบตามมาตรฐาน UN R117 ทดสอบรายการเสียงจากยางล้อที่สัมผัสผิวถนน (Noise) การยึดเกาะถนนบนพื้นเปียก (Wet Grip) และความต้านทานการหมุนของยางล้อ (Rolling Resistance) จะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3    ของปี 2562 ซึ่งในวันนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ Applus+IDIADA ราชอาณาจักรสเปน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ และให้บริการด้านการออกแบบ ทดสอบทางวิศวกรรม และให้บริการด้านการรับรองยานยนต์และชิ้นส่วนตามมาตรฐานสากลแก่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ได้เดินทางมามอบใบรับรองสนามทดสอบตามมาตรฐาน UN R117 และพื้นผิวสนามทดสอบเสียง ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 10844 : 2014 ให้แก่ สมอ. สร้างความเชื่อถือในระดับสากล
 
เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ยังถือเป็นครั้งแรกที่ สมอ. จัดให้มีการสาธิตการทดสอบ  ยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 ให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยได้รับชมอีกด้วย สำหรับการดำเนินการในระยะที่ 2 ที่ประกอบด้วย สนามทดสอบกลางแจ้ง 5 สนาม คือ 1) สนามทดสอบสมรรถนะยานยนต์ (Long Distance and High Speed) 2) สนามทดสอบระบบเบรก (Brake Performance) 3) สนามทดสอบระบบเบรกมือ (Park Brake) 4) สนามทดสอบเชิงพลวัต (Dynamic Platform) และ 5) สนามทดสอบการยึดเกาะถนนขณะเข้าโค้ง (Skid-Pad) ขณะนี้ ได้ดำเนินการออกแบบการก่อสร้างทั้ง 5 สนามแล้ว คาดว่าโครงการทั้งหมดจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2564

ที่มา : M Report

อนุมัติลงทุนคอมมูนิตี้ มอลล์ ใกล้นิคมฯอมตะนคร มูลค่าโครงการรวมค่าเช่าที่ดิน 411.53 ลบ.

บมจ. เจเอเอส แอสเซ็ท แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทวันนี้ อนุมัติการลงทุนก่อสร้างโครงการศูนย์การค้าแห่งใหม่ ในรูปแบบคอมมูนิตี้ มอลล์ ซึ่งมีทำเลที่ตั้งใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี โดยมีมูลค่าโครงการรวมค่าเช่าที่ดิน 411.53 ล้านบาท แบ่งเป็น สิทธิการเช่าช่วงที่ดิน ระยะเวลา 25 ปี เนื้อที่ดินทั้งหมด 18 ไร่ 1 วา 12 งาน ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี  มีมูลค่ารวมตลอดอายุการเช่าเป็นเงินจำนวน 211.53 ล้านบาท และการก่อสร้างอาคารศูนย์การค้า การออกแบบ และก่อสร้าง มูลค่างบประมาณ 200 ล้านบาท

สำหรับแหล่งเงินลงทุน จะมาจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งบริษัทจะใช้แหล่งเงินกู้ ประมาณ 70% ของมูลค่าเงินลงทุนในการก่อสร้าง ซึ่งสถานที่ตั้งของโครงการอยู่ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรม การลงทุนดังกล่าวจะเสริมสร้างให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าเช่าอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลดีต่อฐานะการเงินของบริษัท และจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว

ที่มา ryt9.com

สคช.ผนึกกำลัง ตปท.ร่วมดันสมรรถนะบุคลากรวิชาชีพไทย ก้าวสู่มาตรฐานสากล

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.61 ที่โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ นายนคร ศิลปอาชา ประธานกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวในงานสัมมนายกระดับการรับรองสมรรถนะบุคลากรวิชาชีพไทยก้าวสู่สากล ด้วย มอช.”จัดโดยสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) หรือ สคช.ภายใต้โครงการพัฒนาองค์กร ที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ เข้าสู่มาตรฐานสากล ISO/IEC 17024 ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่หน่วยงานที่ทำหน้าที่รับรองบุคลากรต้องปฏิบัติตาม เพื่อสร้างการยอมรับในระดับสากล และมีการมอบโล่เกียรติคุณแก่องค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลฯ ต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการในปี 61 จำนวน 5 ราย ได้แก่ โรงเรียนการอาหารไทย เอ็มเอสซี สมาคมวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย บริษัทรักษาความปลอดภัย ซี.โอ.พี.อินเวสติเกชั่น จำกัด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และการแถลงข่าวความร่วมมือระหว่างสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน) และธนาคารออมสิน

โดย นายนคร กล่าวตอนหนึ่งว่า สคช.ได้ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพ(มอช.) มุ่งเน้นให้คุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพของประเทศไทย สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของภาคอุตสาหกรรมตอบสนองต่อนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในอาชีพ ทั้งจากภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา เพื่อพัฒนามาตรฐานอาชีพที่นำไปใช้ได้จริง ปัจจุบันมีมาตรฐานอาชีพที่จัดทำขึ้นแล้วเสร็จ จำนวน 47 สาขาวิชาชีพ ครอบคลุม 559 อาชีพ ครอบคลุมสาขาวิชาชีพที่สำคัญ เช่น กลุ่มสาขาเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร และดิจิทัลคอนเทนต์ สาขาวิชาชีพรถไฟความเร็วสูงและระบบราง สาขาวิชาชีพพลังงานและพลังงานทดแทน ท่องเที่ยว การโรงแรม และวิชาชีพผลิตภัณฑ์ยางพารา เป็นต้น รวมถึงบูรณาการร่วมมือกับต่างประเทศ ทั้ง เยอรมนี ออสเตรเลีย และในกลุ่มอาเซียน ผลักดันระบบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพสู่ระดับสากล

ขณะที่ นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผอ.สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า สคช.ดำเนินโครงการพัฒนาองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ เข้าสู่มาตรฐานสากล (ISO/IEC 17024) มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 57 โดยมอบหมายให้สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เป็นผู้ดำเนินโครงการ

ที่มา ไทยรัฐ

ดัชนีความเชื่อมั่นเอกชนสูงสุดรอบ6ปี ขยับเป้าผลิตรถยนต์หลังยอดขายพุ่ง

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเดือน ต.ค. อยู่ที่ระดับ 92.6 เพิ่มขึ้นจากระดับ 91.5 ในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 3 เดือน ซึ่งมาจากคำสั่งซื้อของผู้ประกอบการรายกลางและขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นช่วงปลายปีรองรับเทศกาลปีใหม่และคริสต์มาส

ขณะที่ราคาน้ำมันโลกก็ปรับตัวลดลงส่งผลดีต่อต้นทุนค่าขนส่ง ประกอบกับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับขึ้นมาที่ระดับ 106.7 เพิ่มขึ้นจาก 106.1 ในเดือน ก.ย.เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 77 เดือน มีปัจจัยหนุนจากการที่ไทยจะมีการเลือกตั้งปีหน้า ที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป “ผู้ประกอบการยังกังวลต้นทุนผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงสงครามการค้าจีนสหรัฐฯที่อาจกระทบส่งออกไทย อีกทั้งเงินบาทยังแข็งค่า ดังนั้น ภาครัฐควรออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศและส่งเสริมการค้าการลงทุนในอาเซียน”

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ส.อ.ท.ได้ปรับเป้าการผลิตรถยนต์ปีนี้เป็น 2,100,000 คัน จากเป้าเดิม 2,080,000 คัน เพิ่มขึ้น 5.59% จากปีก่อนที่ผลิตได้ 1,988,823 คัน แยกเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศที่ปรับขึ้นอีก 20,000 คัน เท่ากับว่าตลอดทั้งปีนี้จะมียอดจำหน่ายรถยนต์ที่ผลิตได้ในประเทศทั้งสิ้น 1,000,000 คัน จากปีที่แล้วที่ผลิตและจำหน่ายได้ 862,391 คัน เนื่องจากประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และรถยนต์เป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีพของคนไทยยุคนี้ ขณะที่การผลิต เพื่อส่งออกยังคงเป้าเดิมที่ 1,100,000 คัน คิดเป็น 52.38% ของยอดผลิตทั้งหมดลดลง 2.35% จากปีก่อน “ยอดผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถกระบะส่งสัญญาณต่อเศรษฐกิจไทยที่เติบโต ซึ่งมาจากการที่รัฐช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย การลงทุนภาครัฐและเอกชนมีความมั่นใจมากขึ้น”

นายจงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจ CEO Survey ทิศทางเศรษฐกิจปี 62 พบว่าผู้ประกอบการมองเศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวและการเลือกตั้งจะสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีช่วยดึงดูดการลงทุนต่างชาติได้ และปีหน้าต้องการให้รัฐสนับสนุนให้ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจใช้สินค้าจากผู้ผลิตในประเทศ และให้เร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการอีอีซี เป็นต้น.

ที่มา ไทยรัฐ