เผยโฉมอุตสาหกรรมตัวที่ 11 สามกลุ่มเป้าหมายใช้งานกองทัพ-เชิงพาณิชย์

พล.อ.นาวิน ดำริกาญจน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยความคืบหน้าของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายตัวที่ 11 หรือ S-Curve11 และได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เมื่อปลายปี 2561 และในเดือน ก.พ.นี้จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และโครงสร้างการบริหารหน่วยงานที่จะจัดตั้งขึ้น เพื่อดูแลเรื่องนี้

“อุตสาหกรรมที่จะพัฒนาขึ้น จะไม่ได้ทำเพื่อสนับสนุนการใช้งานในกองทัพหรือใช้ประโยชน์ในทางการทหารอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงการต่อยอดพัฒนาเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์ทั้งงานความมั่นคงและการใช้งานของพลเรือน รวมทั้งความต้องการของตลาดในอนาคต โดยมีโครงการในระยะแรก หรือ Quick Win ได้แก่ การผลิตยานเกราะล้อยาง การผลิตเครื่องรบกวนสัญญาณ (jammer) และเข็มแทงชนวนท้ายสำหรับกระสุนปืนพกและปืนเล็กยาว”

พร้อมกันนี้ ได้กำหนดประเภท 3 อุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายในการพัฒนา โดยคัดเลือกจากความชำนาญและความต้องการของตลาดในอนาคต และจะส่งเสริมเป็นคลัสเตอร์ในพื้นที่ท่าเรือจุกเสม็ด อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (OPV) ซึ่งประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในการต่อเรือประเภทนี้ที่มีความยาวไม่เกิน 100 เมตร ใช้ในกองทัพและงานด้านความมั่นคง ซึ่งสามารถขยายไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นำไปทำเรือยอชต์ หรือเรือซุปเปอร์ยอชต์ รวมทั้งสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล (Thailand Riviera) ที่จะมีเรือท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

“ปัจจุบันมีผู้ประกอบการต่อเรือไทยที่มีความสามารถในด้านนี้เป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่ต้องมีเพิ่มเติมก็คือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องยนต์ของเรือ ซึ่งสามารถไปชักชวนการลงทุนได้ทั้งจากประเทศเยอรมนีและประเทศจีน ซึ่งเมื่อมีการสร้างคลัสเตอร์ที่ครบถ้วนแล้วใน 20 ปีข้างหน้า ไทยจะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในเรื่องการผลิตเรือตามภารกิจและส่งออกทั้งเรือ OPV และเรือพาณิชย์นาวีได้”

2.อุตสาหกรรมโดรน (drone) ที่จะไม่ได้เน้นเพียงเรื่องการผลิต เพราะในตลาดโลกมีผู้ผลิตที่มีศักยภาพในตลาดอยู่แล้ว แต่จะเน้นเรื่องการใช้งาน การควบคุม รวมทั้งเทคโนโลยีต่อต้านโดรน เช่น การทำเครื่องกวนสัญญาณโดรนเพื่อสร้างเขตปลอดโดรน หรือการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างโดรนกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นโดรนตรวจการณ์อัจฉริยะ ยานยนต์ตรวจการณ์ไร้คนขับ รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการแก้ปัญหาครบวงจร (Solution provider) ที่เกี่ยวข้องกับโดรน ซึ่งยังถือว่ามีช่องว่างในทางธุรกิจที่สามารถพัฒนา ให้ไทยเข้าไปชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในอุตสาหกรรมนี้ได้

3.อุตสาหกรรมอุปกรณ์กักเก็บพลังงาน (energy storage) ที่มีความสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมในอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การสำรองพลังงานไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน การเกิดภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน และใช้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งความมั่นคงและทางพาณิชย์

สำหรับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุน จะขอจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ ที่ทำงานวิจัยที่สนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น เรื่องของความปลอดภัยทางไซเบอร์ (cyber security) การใช้ข้อมูลทางชีวภาพ (Biometrics) รวมทั้งให้งบในการสนับสนุนมหาวิทยาลัย เพื่อทำวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะพัฒนาให้มีศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of excellent) เพื่อทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาให้มีองค์ความรู้ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมทั้งการกำหนดมาตรฐาน (NQI) เป็นของประเทศที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้นโยบายว่า ในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มองในภาพรวม ไม่ใช่แค่เรื่องการผลิตแต่ต้องมองไปถึงเรื่องการซ่อม เสริม และสร้างด้วย

นอกจากนี้ ได้เสนอนายกรัฐมนตรีให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไว้เป็นคณะอนุกรรมการหนึ่งของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เพื่อให้เป็นกลไกที่จะขับเคลื่อนได้ในระยะต่อไป

ที่มา ไทยรัฐ