งาน “TWO WHEELS ASIA 2019”23-25 พ.ค. นี้ ที่ ไบเทค บางนา หวังอัพเกรด อุตสาหกรรมไทยขึ้นเป็นผู้นากลุ่ม CLMV

เปิดแล้วยิ่งใหญ่ “TWO WHEELS ASIA 2019” งานแสดงสินค้าและสัมมนาธุรกิจด้าน พาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าแห่งเอเชียครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ 23-25 พ.ค. นี้ที่ไบเทค บางนา GECS พร้อมพันธมิตร ไทย-ไต้หวัน หวังอัพเกรด อุตสาหกรรมไทยขึ้นเป็นผู้นากลุ่ม CLMV

บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่นแอนด์ คอนเวนชั่นเซอร์วิส จำกัด ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) และพันธมิตร อาทิ บริษัท อาแวนซ่า จำกัด ประเทศ ไต้หวัน, มูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทย, สมาคมยานยนต์ไฟฟ้า และ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดงาน “TWO WHEELS ASIA 2019” งานแสดงสินค้าและสัมมนาธุรกิจ พาหนะสองล้อ และพาหนะไฟฟ้าแห่งเอเชีย ครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2562 ณ ฮอลล์ EH 105 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/2993791

Related links

กสอ.ดัน SMEs ไทยพุ่งแรง ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เตรียมพร้อมรองรับ 4.0

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.62 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สามารถปรับตัวให้เข้าถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ได้อย่างรวดเร็วก้าวทันกับสถานการณ์ดิจิทัลของโลก รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การเป็นเอสเอ็มอี 4.0 (Smart SMEs) ผ่านเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา กสอ.ได้ร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ภายใต้โครงการ Connected Industries จัดกิจกรรม “3-Stage Rocket Approach” หรือ “จรวด 3 ขั้น โดยนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Internet of Things (IoT) Artificial Intelligence (AI) และ Big Data มาปรับใช้ เพื่อผลักดันเอสเอ็มอี สู่อุตสาหกรรม 4.0 ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่

1. Visualize Machine คือ การรวบรวมข้อมูลจากเครื่องจักรให้เป็นดิจิทัล และนำมาใช้วิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต 2.Visualize Craftsmanship คือ การเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวของแรงงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อวิเคราะห์การทำงานให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และ 3.Lean Automation System Integrator : หรือ LASI Project คือ การพัฒนา โครงการสาธิตการผลิตแบบลีนออโตเมชั่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ตลอดทั้งการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ ด้วยการเชื่อมต่อบริษัทอุตสาหกรรมทั้งระบบ ทั้งข้อมูล บุคลากร และเครื่องจักรระหว่างบริษัทและเอสเอ็มอี เข้าด้วยกัน

“สำหรับในปี 2561 ที่ผ่านมา กสอ.นำร่องได้ติดตั้ง 3-Stage Rocket Approach ให้กับเอสเอ็มอีที่มีความพร้อมตามเกณฑ์การคัดเลือกจรวดขั้นที่ 1 และ 2 ไปแล้ว จำนวน 600 กิจการทั่วประเทศ โดยพบว่าในขั้นที่ 1 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 30 คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 850 ล้านบาท และขั้นที่ 2 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 150 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2562 นี้ กสอ.ได้เตรียมแผนงานเพื่อเดินหน้าสานต่อกิจกรรม “3-Stage Rocket Approach” หรือ “จรวด 3 ขั้น โดยการรับสมัครเอสเอ็มอีภาคการผลิตทั่วประเทศ เพื่อผลักดันเอสเอ็มอีเข้าสู่จรวดขั้นที่ 1 และ 2 จำนวนไม่น้อยกว่า 500 กิจการ และจรวดขั้นที่ 3 อีกไม่น้อยกว่า 100 กิจการ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างแท้จริง ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นอีกกว่าร้อยละ 45 และสามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 30 และคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2,000 ล้านบาท” นายกอบชัย กล่าว

ด้าน นายชัยศักดิ์ วรวิริยะประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ช้างทอง อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตเครื่องมือทางการเกษตร โดยมีเครื่องหยอดเมล็ดข้าวเป็นสินค้าหลัก กล่าวว่า บริษัทฯได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ระบบอัจฉริยะเฝ้าติดตามและตรวจสอบดูแลการทำงานของเครื่องจักร (Machine Monitoring System) กับทาง กสอ.ทำให้บริษัทฯสามารถมองเห็นถึงปัญหาและประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรในกระบวนการผลิต ทั้งจุดแข็ง-จุดอ่อน ได้มากขึ้น และได้นําระบบเทคโนโลยีการเชื่อมด้วยหุ่นยนต์ (Robot Welding) มาใช้ในกระบวนการผลิตนี้ เนื่องจากเป็นระบบที่มีการจับยึด และการเชื่อมอัตโนมัติที่รวดเร็วและแม่นยํา ทําให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กําหนด สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนแรงงานได้ ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางธุรกิจในปีนี้ของบริษัทฯค่อนข้างสูงขึ้น

ด้าน นายชลิต โฆษิตวัฒนาพานิชย์ ผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัท โออิชิฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตเบเกอรี่แบรนด์ โออิชิ และแบรนด์ Kit’z กล่าวว่า หลังจากบริษัทฯได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบอัจฉริยะ เฝ้าติดตามและตรวจสอบดูแลการปฏิบัติงานของพนักงาน (Visualize Craftsmanship) ได้เรียนรู้ถึงการแก้ไขปัญหาที่จุดต้นเหตุ คือ การควบคุมต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุด แต่คุณภาพสินค้าต้องดีที่สุดจริงๆแล้ว การเปิดใจกว้างๆเพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐมานำเสนอ จะสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้จริงๆ

ที่มา ไทยรัฐ

Related links

กระทรวงแรงงานเฟ้นหาหัวกะทิยกระดับป้อนอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์

ก.แรงงาน เปิดสนามสอบคัดเลือกป.ตรี และผู้ว่างงาน เข้าอบรมหลักสูตรธุรกิจรับส่งสินค้าระหว่างประเทศ การันตีฝึกจบมีงานทำทันที
นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ 1ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต เป็นรากฐานสำคัญ ของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นกลไกที่ส่งผ่านมูลค่าของสินค้าและบริการจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค การพัฒนาบุคลากรในอุตาหกรรมนี้ให้มีคุณภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มผู้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ในฐานะหน่วยงานหลัก จึงมีนโยบายที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาแรงงานคุณภาพ หรือ super worker ตามนโยบาย 3 A โดยบูรณาการความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐกับสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) และโรงเรียนธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ (ITBS) จัดฝึกอบรม เพื่อผลิตแรงงานคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการ ในภาคอุตสาหกรรมนี้ ทั้งนี้ยังสามารถช่วยลดปัญหาการว่างงานของผู้จบปริญญาตรีอีกด้วย

ตั้งแต่ปี 2558 ได้มีการดำเนินการพัฒนาทักษะให้แก่ผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ที่ต้องการ re-skill เพื่อทำงานในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไปแล้ว 206 คน โดยผู้ผ่านการฝึกอบรมได้รับการบรรจุงานทุกคนและมีรายได้เฉลี่ย 20,000 บาท / เดือน สำหรับปี 2562 กพร. ตั้งเป้าผลิตบุคลากรเพิ่มอีก 300 คน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 4 รุ่น ๆ ละ 50 คน รวม 200 คน ซึ่งจากการสำรวจพบว่าผู้ผ่านการฝึกอบรมส่วนใหญ่มีงานทำและอาชีพที่แน่นอน ดังนั้น เพื่อดำเนินการอย่างต่อเนื่อง กพร.จึงจัดให้มีการทดสอบและประเมินความรู้ความสามารถ เพื่อคัดเลือกผู้ที่เหมาะสม เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร “ธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ” ตามโครงการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ รองรับธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยจัดให้มีการวัดความรู้เบื้องต้นด้านโลจิสติกส์ ความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2562 จากนั้นมีการสอบสัมภาษณ์ เพื่อทำการคัดเลือกผู้สมัคร 100 คน จากผู้สมัครทั้งสิ้น 197 คน

อธิบดี กพร. ยังกล่าวต่อไปว่า การอบรมจะมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยฝึกภาคทฤษฎีช่วง ระหว่างวันที่ 24 พ.ค. – 12 ก.ค. 2562 และการฝึกภาคปฏิบัติ ระหว่างวันที่ 18 ก.ค. – 10 ก.ย. 2562 ระหว่างการฝึกภาคทฤษฎี 2เดือน สถานประกอบการที่รับผู้ฝึกอบรมเข้าไปฝึกงาน จะช่วยทำหน้าที่คัดกรอง เพื่อเฟ้นหาผู้ที่เหมาะสมส่งไปฝึกภาคปฏิบัติในตำแหน่งที่เหมาะสม และรับเข้าทำงานต่อไป ซึ่งเป็นการการันตีว่าผู้ผ่านการฝึกอบรมสามารถมีงานทำแน่นอน

ด้าน นายเสก สุขวงศ์ อายุ 26 ปี กล่าวว่า เดิมทำงานเป็นพนักงานประจำฝ่ายบริการลูกค้าแต่ไม่ถนัดงานด้านนี้ จึงคิดอยากจะเปลี่ยนงาน ทราบข่าวว่ากรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีโครงการนี้ เลยสนใจและภาคขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศกำลังเติบโต และต้องการบุคลากรจำนวนมาก จึงเข้ามาสมัคร และเตรียมตัวด้วยการค้นคว้าหาความรู้ทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติม จึงมีความมั่นใจพอสมควร แต่ไม่ถนัดด้านภาษาอังกฤษเนื่องจากใช้น้อย หากผ่านการทดสอบครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และไม่เพียงแค่ตนแต่ยังรวมถึง ผู้ว่างงานและผู้ที่เพิ่งจบปริญญาตรี ยังมีโอกาสเพิ่มพูนประสบการณ์และช่องทางในการประกอบอาชีพด้วย ถ้าไม่ผ่านก็ถือเป็นประสบการณ์เพื่อกลับไปเตรียมตัวให้ดีกว่าเดิมและกลับมาทดสอบอีกครั้งอย่างแน่นอน

ด้าน น.ส.อังศุมาลี มีภู่เพ็ง อายุ 22 ปี เปิดเผยว่า ตนเพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่ไม่ใช่ด้านโลจิสติกส์ ทราบข่าวโครงการจากอาจารย์ผู้สอน ซึ่งเป็นช่วงที่ตนกำลังว่าง และหางานอยู่ จึงตัดสินใจสมัครเข้ามาสอบ เพราะผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้เมื่อจบการฝึกอบรมแล้วจะได้รับการบรรจุเข้าทำงานทันที จึงเห็นโอกาสของเราที่จะได้งานทำ .

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2991507

Related links

กสอ. ผนึก 7 ภาคีเครือข่าย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมฟู้ดทรัค

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ผนึก 7 ภาคีเครือข่าย แถลงความร่วมมือ ยกระดับมาตรฐานพัฒนาอุตสาหกรรมฟู้ดทรัคให้เป็นที่ยอมรับของตลาด รองรับการขยายตัวของผู้ประกอบการที่เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมชูแนวคิดพัฒนาอุตสาหกรรมฟู้ดทรัคแบบคู่ขนาน ผ่าน 5 มาตรการสำคัญ เร่งบ่มเพาะผู้ประกอบการให้เข้มแข็ง ขยายคลัสเตอร์ เชื่อมโยงตลาดสากล หนุนเงินลงทุน ตั้งเป้าส่งเสริมผู้ประกอบการสุ่ธุรกิจฟู้ดทรัค 3,500 ราย คาดว่าก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,260 ล้านบาท

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมร้านจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ หรือ ฟู้ดทรัค มีการเติบโตที่อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีรถฟู้ดทรัคกว่า 1,500 คัน ทั่วประเทศ แบ่งเป็นอาหารคาวร้อยละ 57 อาหารหวานร้อยละ 14 และเครื่องดื่มร้อยละ 29 ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในกรุงเทพฯกว่าร้อยละ 70 ที่เหลือ ร้อยละ 30 อยู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งจากการเติบโตที่รวดเร็วนี้ ทำให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ กลุ่มฟู้ดทรัคให้มีศัยกภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงได้ดำเนินการนำร่องรวมกลุ่มผู้ประกอบการเป็นฟู้ดทรัคคลัสเตอร์ ผ่านการจัดกิจกรรมบ่มเพาะ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจว่าผู้ประกอบการฟู้ดทรัคมีคุณภาพและมาตรฐาน โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 136 ราย และในปีพ.ศ. 2562 นี้ กสอ. ยังมุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมฟู้ดทรัค โดยชูแนวคิดพัฒนาอุตสาหกรรมแบบคู่ขนาน เร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการฟู้ดทรัคคลัสเตอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ผ่าน 5 มาตรการ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดฟู้ดทรัคที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในสังคม ซึ่ง กสอ. ได้ร่วมมือกับ 7 หน่วยงาน ได้แก่ กรมอนามัย กรมการขนส่งทางบก สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สถาบันอาหาร สถาบันยานยนต์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดทำขอบเขตมาตรฐาน โดยอ้างอิงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยงาน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ ด้านมาตรฐานความปลอดภัยและชีวอนามัย ทั้ง คน ครัว รถ และ ตลาด (Smart 4 Food Truck) ให้ผู้ประกอบการนำไปปรับใช้ในธุรกิจฟู้ดทรัคได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีมาตรการการพัฒนาบ่มเพาะผู้ประกอบการฟู้ดทรัคให้เข้มแข็ง ผ่านการอบรม “บันได 5 ขั้น สู่ความสำเร็จในธุรกิจฟู้ดทรัค” โดย กสอ. ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมสัมมนาสร้างความตระหนักในธุรกิจฟู้ดทรัคในจังหวัดต่าง ๆ อาทิ กรุงเทพฯ พิษณุโลก เชียงใหม่ และนครราชสีมา รวมทั้งได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมพัฒนาผู้ประกอบการฟู้ดทรัคให้ได้มาตรฐาน ซึ่งมีผู้เข้าร่วม จำนวน 104 ราย และมีผู้ผ่านการอบรมแล้ว 2 รุ่น รวมจำนวนทั้งสิ้น 44 ราย ซึ่งจัดพิธีมอบเกียรติบัตร SMART 4 ในวันนี้ด้วย รวมถึง มาตรการการพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมฟู้ดทรัคในระดับประเทศ ด้วยการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการฟู้ดทรัคและผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับฟู้ดทรัค เกิดเป็น”เครือข่ายฟู้ดทรัคคลัสเตอร์ประเทศไทย” ซึ่ง กสอ. มีแผนขยายคลัสเตอร์ฟู้ดทรัคไปสู่จังหวัดสำคัญ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา ชลบุรี ภูเก็ต และเชียงราย มาตรการการเชื่อมโยงสู่ตลาดฟู้ดทรัค ซึ่ง กสอ. จะเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการในคลัสเตอร์นี้ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง Big Brothers เครือข่ายภาครัฐและเอกชน โดยตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา กสอ. ได้นำผู้ประกอบการฟู้ดทรัค ไปทดสอบตลาดทั้งในและต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 25 ล้านบาท และมาตรการสุดท้าย ความพร้อมทางด้านเงินทุน โดย กสอ. ได้ปรับเกณฑ์การพิจารณาและประเภทของธุรกิจในการขอสินเชื่อจากโครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทยให้รองรับกลุ่มธุรกิจฟู้ดทรัค โดยมีอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 4 และมีวงเงินในการขอสินเชื่อถึง 1 ล้านบาท”กสอ. มุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการฟู้ดทรัค ให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม เกิดความเข้มแข็ง และมีความยั่งยืน โดยคาดว่าปีนี้ จะส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการฟู้ดทรัคได้มากกว่า 3,500 ราย และคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,260 ล้านบาท” นายกอบชัย กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2987918

Related links

ซีพีเอฟ ส่งเสริมระบบมาตรฐานด้าน SHE&EN ให้ทุกหน่วยงาน

นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มอบใบรับรองระบบมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อมและพลังงาน (SHE&EN) ที่ผ่านการประเมินจากผู้ตรวจประเมินภายในและผู้ตรวจประเมินอิสระจากภายนอกให้กับ 13 หน่วยงานของ ซีพีเอฟ ประกอบด้วย โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ โรงงานอาหารแปรรูป โรงงานอาหารสำเร็จรูป โรงเพาะฟักลูกกุ้ง ฟาร์มเลี้ยงกุ้งระบบปิดร้อยเพชร ศูนย์วิจัยพ่อแม่พันธุ์กุ้งทะเล โรงผลิตอาหารสัตว์น้ำบ้านพรุ ธุรกิจฟาร์มเป็ดพันธุ์ ธุรกิจไก่กระทง และบริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด ตอกย้ำประสิทธิผลการดำเนินงานตามเป้าหมายความยั่งยืนของบริษัททั้งกิจการในประเทศและกิจการในต่างประเทศ ทั้งนี้ นายวีรชัย รัตนบานชื่น ประธานคณะกรรมการบริหารซีพีเอฟ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหาร SHE&EN และ น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจสัตว์น้ำ ร่วมแสดงความยินดี ณ อาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ สีลม กรุงเทพฯ.

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2985863

Related links

นายกฯ ชักชวนจีนลงทุนไทยในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมร่วมมือด้านการค้าตั้งเป้า 1.4 แสนล้านดอลล์ในปี 64

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการหารือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในระหว่างเข้าร่วมการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Forum for International Cooperation – BRF) ครั้งที่ 2 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนว่า นายกรัฐมตรีกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นในการเยือนจีนครั้งนี้ และยินดีที่ได้เข้าร่วมการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Forum for International Cooperation – BRF) ครั้งที่ 2 สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของจีนและประเทศผู้เข้าร่วมอื่น ๆ ในการสนับสนุนข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของไทยที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงในภูมิภาค ไทยพร้อมเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างจีน ประเทศกลุ่ม ACMECS และอาเซียน นายกรัฐมนตรีหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดิจิทัล เทคโนโลยีและนวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานระหว่างกัน

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์ของผู้นำจีนที่พัฒนาและปฏิรูปประเทศจนมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนชาวจีน ไทยหวังว่าจะได้ร่วมมือกับจีนเพื่อเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันต่อไป

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยผู้นำไทยและจีนต่างยินดีที่ทั้ง 2 ประเทศ มีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและใกล้ชิดกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิด และผลักดันความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่รอบด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงให้มีผลเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีน ในการรับเสด็จพระราชวงศ์และการต้อนรับการเยือนระดับสูงของไทยในช่วงปีที่ผ่านมา พร้อมกล่าวเชิญนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในห้วงการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) ครั้งที่ 14 ที่ประเทศไทยด้วย

สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายต่างมองว่า ไทยและจีนยังมีศักยภาพในการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจได้อีกมาก เพื่อบรรลุเป้าหมายการค้าทวิภาคีที่ตั้งไว้ที่ 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยยินดีอย่างยิ่งที่มีส่วนสนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้านำเข้านานาชาติ (China International Import Expo) ครั้งที่ 1 และไทยพร้อมเข้าร่วมงานดังกล่าวในปีต่อไป

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวเชิญชวนผู้ประกอบการของจีนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Made in China 2025 ของจีนด้วย อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่, หุ่นยนต์, การซ่อมบำรุงอากาศยาน, ระบบราง เป็นต้น ในส่วนของความร่วมมือโครงการรถไฟไทย – จีน นายกรัฐมนตรียินดีที่มีการลงนามบันทึกความร่วมมือเส้นทางเชื่อมต่อทางรถไฟระหว่างหนองคายและเวียงจันทน์ พร้อมเน้นย้ำว่าไทยได้เร่งรัดให้โครงการรถไฟไทย – จีน ให้คืบหน้าตามกำหนด จึงขอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

สำหรับความร่วมมือ 3 ฝ่าย (ไทย – จีน – ญี่ปุ่น) ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า การพัฒนาโครงการ EEC จะเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและภูมิภาค รวมทั้งเป็นประตูเชื่อมโยงจีนผ่านเขตอ่าวกวางตุ้ง – ฮ่องกง – มาเก๊า และเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำจูเจียงต่อไป นายกรัฐมนตรีเชิญชวนจีนให้นำคณะเข้ามาศึกษาดูงานในพื้นที่ EEC ใน 12 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยไทยมีสิทธิประโยชน์ให้แก่นักลงทุนต่างชาติในพื้นที่ดังกล่าว อาทิ การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากร การถือครองกรรมสิทธิในที่ดิน เป็นต้น

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยในฐานะประธานอาเซียน ได้ให้ความสำคัญกับวิสัยทัศน์ความเป้นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อาเซียน – จีน ค.ศ. 2030 ซึ่งจะเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและส่งเสริมความร่วมมือบนผลประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการสรุปผลการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ภายในปีนี้ ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยไทยยินดีที่จีนตอบรับเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรี RCEP สมัยพิเศษในเดือนสิงหาคมปีนี้ นอกจากนี้ ไทยสนับสนุนปีการแลกเปลี่ยนสื่อมวลชนอาเซียน – จีน ซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างความเข้าใจในระดับประชาชนของทั้งสองประเทศ ผ่านการร่วมผลิตภาพยนตร์และสารคดี กิจกรรมสัมมนาสื่อมวลชนอาเซียน – จีน เป็นต้น

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2983458

Related links

Microsoft จับมือ BMW เปิด Open Manufacturing Platform

Microsoft และ BMW ได้ประกาศความร่วมมือในการใช้ Open Manufacturing Platform ที่เพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการรวมถึง Productivity ด้วยการสนับสนุนความร่วมมือของทีมผ่าน IIoT

Open Manufacturing Platform (OMP) นั้นเป็นแพลทฟอร์มที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายกำแพงของการทำงานในอุตสาหกรรมยุคปัจจุบันที่มีความซับซ้อน การสั่งสมและการสร้างข้อมูลมากมายจากระบบรวมไปถึง Productivity ที่เชื่องช้า ด้วยการแชร์ข้อมูลการทำงานผ่าน IIoT มีเป้าหมายเพื่อการเร่งการพัฒนาด้าน IoT สำหรับอุตสาหกรรม ลดระยะเวลาในการสร้างมูลค่า และขับเคลื่อนศักยภาพการผลิตในขณะที่จัดการกับความท้าทายอื่น ๆ ในงานอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน

พื้นฐานของ OMP นี้มาจาก Azure Industrial Cloud Platform ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจาก Microsoft มีโครงสร้างการทำงานเป็น Open Source ที่ตั้งอยู่บนมาตรฐานของอุตสาหกรรมและโมเดล Open Data ปลดล็อคการความสามารถในการวิเคราะห์และความสามารถของ Machine Learning ซึ่งต่อยอดการทำงานระบบอัตโนมัติด้วย AI และ Cloud และด้วยเครื่องจักร หุ่นยนต์และระบบเคลื่อนย้ายอัตโนมัติกว่า 3,000 หน่วยของ BMW ในปัจจุบันที่เชื่อต่อกับกับแพลตฟอร์ม IoT ของ BMW Group ที่มี Azure เป็นพื้นฐานเดิมทำให้สามารถปรับปรุงการทำงานได้ทันที

และเพื่อสร้างศักยภาพในการทำงานสิ่งสำคัญ คือ Community หรือกลุ่มชุมชนที่พร้อมจะแบ่งปันข้อมูลกันซึ่ง BMW และ Microsoft ต่างสนับสนุนให้ผู้ผลิตยานยนต์รายอื่น ๆ หันมาใช้ OMP เพื่อส้างเครือข่ายและพัฒนาการเติบโตของระบบที่จะทำให้เหล่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน

ที่มา:
Enterpriseinnovation.net

Related links

จีนเผยยอดการจัดส่งสมาร์ทโฟนเดือนมี.ค.ลดลง 4.1% เทียบรายปี

สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของจีน (CAICT) เปิดเผยว่า ยอดการจัดส่งสมาร์ทโฟนของจีนในเดือนมี.ค. ลดลง 4.1% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 26.94 ล้านเครื่อง

CAICT ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดเผยรายงานระบุว่า ยอดการจัดส่งสมาร์ทโฟนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 94.9% ของยอดการจัดส่งโทรศัพท์มือถือทั้งหมดของจีนในเดือนมี.ค.

รายงานระบุว่า แม้ตลาดโทรศัพท์มือถือหดตัวลง แต่การลดลงยังไม่รุนแรงมากนัก
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ยอดการจัดส่งโทรศัพท์มือถือทั้งหมดในเดือนมี.ค. ลดลง 6% โดยในจำนวนนี้ 95.1% เป็นโทรศัพท์ระบบ 4G ขณะที่โทรศัพท์มือถือแบรนด์ของจีน มีสัดส่วนในการจัดส่งทั้งหมด 90.5% ในเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้นจาก 90.3% ในเดือนก.พ. 2562

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq38/2979045

Related links

จี้กรอ.ตั้งรง.รีไซเคิลซากโซลาร์เซลล์

นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาห กรรม เปิดเผยว่า นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้หาแนวทางลดปัญหามลพิษก่อนกำจัดซากแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อรองรับแผงโซลาร์เซลล์ ที่กำลังจะทยอยหมดอายุการใช้ งานในปี 2565-2601 หลังจากประเทศไทยมีการส่งเสริมให้ใช้พลังงานเซลล์แสงอาทิตย์มาตั้งแต่ปี 2545 คิดเป็นซากแผงโซลาร์เซลล์สะสมสูงถึง 620,000-790,000 ตัน โดยมอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาห กรรม (กรอ.) ศึกษาความเป็นไปได้และหาแนวทางในการบริหารจัดการ

ทั้งนี้ ได้สนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งโรงงานซ่อมแซมโซลาร์ เซลล์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแผงที่ยังใช้ได้ และสนับสนุนการตั้งโรงงานรีไซเคิลซากแผงโซลาร์เซลล์เพื่อรองรับแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพหรือชำรุดจนไม่สามารถซ่อมแซม โดยกำหนดแนวทางดำเนินงานไว้ 3 แนวทาง คือ 1.การรับ คืนแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ 2.การเปิดโรงงานรียูสซ่อมแซม แผงโซลาร์เซลล์ ช่วยต่ออายุการใช้งานได้อีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี และ 3.การรับซากแผงโซลาร์ เซลล์กลับมาผ่านกระบวนการรีไซเคิล

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/2976796

Related links

BWG เปิดบ้านต้อนรับนักลงทุนเยี่ยมชมเทคโนโลยีจัดการกากอุตสาหกรรม

อย่างครบวงจรทั้งฝังกลบ เผาทำลาย และนำกลับมาใช้ใหม่ นำโดย คุณสุทัศน์ บุณยอุดมศาสตร์ (ที่ 7 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการสายบัญชีและการเงิน, คุณณัฐพรรณ เหลืองวิริยะ (ที่ 8 จากซ้าย) กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจและสื่อสารองค์กร และคุณภัทร เหลืองวิริยะ (ที่ 9 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ร่วมแท็คทีมเปิดบ้านให้นักลงทุนเข้าเยี่ยมชม

ชมเทคโนโลยีการจัดการกากอุตสาหกรรมแบบครบวงจร (One Stop Service) ตั้งแต่กระบวนการคัดแยก ฝังกลบ บำบัด กำจัด และการนำกากอุตสาหกรรมกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในด้านพลังงานทดแทน ตบท้ายด้วยเยี่ยมชมโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า 9.4 เมกะวัตต์ จากพลังงานทดแทนแห่งแรกของประเทศ บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด งานนี้ สร้างความสนใจและตอกย้ำความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้การคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ต่อคณะผู้ถือหุ้นและนักลงทุนกันเป็นอย่างดีทั้งยังร่วมสร้างจิตสำนึกด้านการรักษาความสะอาดและการกำจัดขยะอย่างถูกวิธีในประเทศไทย ณ ศูนย์บริหารและจัดการกากอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าขยะจากอุตสาหกรรม จ.สระบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2975335

Related links