สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ฉลอง 20 ปี เปิดใหญ่ศูนย์ปฏิบัติการทดสอบ

สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดอาคารปฏิบัติการทดสอบ 5 ณ ศูนย์ปฏิบัติการและมาตรฐานสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นิคมอุตสาหกรรมบางปู พร้อมเยี่ยมชมการดำเนินงาน และนิทรรศการทางวิชาการแสดงผลงานออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยมีนายพสุ โหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวนิสากร จึงเจริญะพรรมรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสมอ. และนายสมบูรณ์ หอตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมงานด้วย

อาคารปฏิบัติการืดสอบ 5 จัดสร้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายขอบข่ายการให้บริการด้านหารมาตรฐาน การทดสอบ และการรับรองผลิตภัณฑ์ของสถาบันฯในอนาคตไได้อีก  3-5 ปี อาทิ การทดสอบอุปกรณ์EV Charger การทดสอบเครื่องปรับอากาศระบบ Mulit-Split รวมทั้งรองรับงานมาตรฐานอื่นๆ และ Smart Electronics เป็นต้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ก.เกษตรฯ ขอหารือ

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้นายรีชัล อัฟฟานดี้ ลุคมัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงประสานงานเศรษฐกิจอินโดนีเซีย เข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูลเกี่ยวกับราคายางพาราธรรมชาติและขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมยางพารา และหารือถึงโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือด้านยางพาราระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ทั้งระยะสั้นและระยะยาวตลอดจนความร่วมมือภายใต้สภาภาคียางพารา รวมทั้งหารือเกี่ยวกับอุปสรรคทางการค้าสินค้าเกษตรอื่นๆ อีกด้วย

ที่มา ThaiPR.net

บุกตรวจ โรงงานเหล็กก่อมลพิษชาวบ้าน

นายจุมพฎ เจตน์จันทร์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ธรรมาภิบาลจังหวัดชัยนาท และนายธวัชชัย โคตรเพชร หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดชัยนาท พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท บุกเข้าตรวจสอบโรงงานบดย่อยเศษและตะกรันเหล็ก ของบริษัท พรหม ภัสสร (ประเทศไทย) จำกัด ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ต.ไร่พัฒนา อ.มโน รมย์ จ.ชัยนาท  หลังพบข้อมูลว่ามีการเดินเครื่องจักรในเวลากลางคืน ทำให้ส่งเสียงดังรบกวนความเป็นอยู่ของชาวบ้าน อีกทั้งยังมีการร่อนตะกรันเหล็กและการเผาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เกิดฝุ่นละอองสีดำ รวมทั้งเกิดกลิ่นเหม็นแสบจมูก จนชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงต่างได้รับความเดือดร้อน ด้าน นายธวัชชัยระบุว่า ได้สั่งให้หยุดเดินเครื่องหลอมเหล็กทันที พร้อมสั่งให้ดำเนินการปรับปรุงสภาพภายในโรงงานให้ได้ตามมาตรฐาน ทั้งในด้านความปลอดภัย ความมั่นคงแข็งแรง ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยให้เสร็จ สิ้นภายใน 30 วัน หากไม่ปฏิบัติตาม จะใช้มาตรา 39 พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ.2535 สั่งปิดกิจการทันที

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เผยโฉมอุตสาหกรรมตัวที่ 11 สามกลุ่มเป้าหมายใช้งานกองทัพ-เชิงพาณิชย์

พล.อ.นาวิน ดำริกาญจน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยความคืบหน้าของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายตัวที่ 11 หรือ S-Curve11 และได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เมื่อปลายปี 2561 และในเดือน ก.พ.นี้จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และโครงสร้างการบริหารหน่วยงานที่จะจัดตั้งขึ้น เพื่อดูแลเรื่องนี้

“อุตสาหกรรมที่จะพัฒนาขึ้น จะไม่ได้ทำเพื่อสนับสนุนการใช้งานในกองทัพหรือใช้ประโยชน์ในทางการทหารอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงการต่อยอดพัฒนาเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์ทั้งงานความมั่นคงและการใช้งานของพลเรือน รวมทั้งความต้องการของตลาดในอนาคต โดยมีโครงการในระยะแรก หรือ Quick Win ได้แก่ การผลิตยานเกราะล้อยาง การผลิตเครื่องรบกวนสัญญาณ (jammer) และเข็มแทงชนวนท้ายสำหรับกระสุนปืนพกและปืนเล็กยาว”

พร้อมกันนี้ ได้กำหนดประเภท 3 อุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายในการพัฒนา โดยคัดเลือกจากความชำนาญและความต้องการของตลาดในอนาคต และจะส่งเสริมเป็นคลัสเตอร์ในพื้นที่ท่าเรือจุกเสม็ด อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (OPV) ซึ่งประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในการต่อเรือประเภทนี้ที่มีความยาวไม่เกิน 100 เมตร ใช้ในกองทัพและงานด้านความมั่นคง ซึ่งสามารถขยายไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นำไปทำเรือยอชต์ หรือเรือซุปเปอร์ยอชต์ รวมทั้งสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล (Thailand Riviera) ที่จะมีเรือท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

“ปัจจุบันมีผู้ประกอบการต่อเรือไทยที่มีความสามารถในด้านนี้เป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่ต้องมีเพิ่มเติมก็คือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องยนต์ของเรือ ซึ่งสามารถไปชักชวนการลงทุนได้ทั้งจากประเทศเยอรมนีและประเทศจีน ซึ่งเมื่อมีการสร้างคลัสเตอร์ที่ครบถ้วนแล้วใน 20 ปีข้างหน้า ไทยจะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในเรื่องการผลิตเรือตามภารกิจและส่งออกทั้งเรือ OPV และเรือพาณิชย์นาวีได้”

2.อุตสาหกรรมโดรน (drone) ที่จะไม่ได้เน้นเพียงเรื่องการผลิต เพราะในตลาดโลกมีผู้ผลิตที่มีศักยภาพในตลาดอยู่แล้ว แต่จะเน้นเรื่องการใช้งาน การควบคุม รวมทั้งเทคโนโลยีต่อต้านโดรน เช่น การทำเครื่องกวนสัญญาณโดรนเพื่อสร้างเขตปลอดโดรน หรือการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างโดรนกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นโดรนตรวจการณ์อัจฉริยะ ยานยนต์ตรวจการณ์ไร้คนขับ รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการแก้ปัญหาครบวงจร (Solution provider) ที่เกี่ยวข้องกับโดรน ซึ่งยังถือว่ามีช่องว่างในทางธุรกิจที่สามารถพัฒนา ให้ไทยเข้าไปชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในอุตสาหกรรมนี้ได้

3.อุตสาหกรรมอุปกรณ์กักเก็บพลังงาน (energy storage) ที่มีความสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมในอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การสำรองพลังงานไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน การเกิดภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน และใช้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งความมั่นคงและทางพาณิชย์

สำหรับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุน จะขอจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ ที่ทำงานวิจัยที่สนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น เรื่องของความปลอดภัยทางไซเบอร์ (cyber security) การใช้ข้อมูลทางชีวภาพ (Biometrics) รวมทั้งให้งบในการสนับสนุนมหาวิทยาลัย เพื่อทำวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะพัฒนาให้มีศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of excellent) เพื่อทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาให้มีองค์ความรู้ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมทั้งการกำหนดมาตรฐาน (NQI) เป็นของประเทศที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้นโยบายว่า ในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มองในภาพรวม ไม่ใช่แค่เรื่องการผลิตแต่ต้องมองไปถึงเรื่องการซ่อม เสริม และสร้างด้วย

นอกจากนี้ ได้เสนอนายกรัฐมนตรีให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไว้เป็นคณะอนุกรรมการหนึ่งของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เพื่อให้เป็นกลไกที่จะขับเคลื่อนได้ในระยะต่อไป

ที่มา ไทยรัฐ

ดันเต็มสูบ “เซอร์คูลาร์อีโคโนมี”

นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน (เซอร์คูลาร์อีโคโนมี) ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาในปี 2562 โดยรายละเอียดยุทธศาสตร์ จะเน้นการจัดการขยะให้เป็นศูนย์ หรือไม่มีขยะเลย อาทิ ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตเม็ดพลาสติก จะสนับสนุนให้มีการนำเม็ดพลาสติกมาผลิตเป็นเสื้อผ้า ของใช้ในชีวิตประจำวัน ล่าสุดได้มีเอกชนหลายรายเริ่มประกาศการลงทุนด้านการรีไซเคิลแล้ว ดังนั้น ในยุทธศาสตร์จึงจะมีการกำหนดมาตรการสนับสนุน อาทิ ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการออกสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนมากขึ้น

“แผนยุทธศาสตร์จะเน้นในภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรทั่วประเทศ อาทิ การสนับสนุนให้นำแกลบจากโรงสีมาเป็นส่วนประกอบในการผลิตแบตเตอรี่ จากเดิมมักนำแกลบไปใช้ประโยชน์ในการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า แต่แนวทางดังกล่าวยังเกิดมลภาวะขึ้นได้ แต่หากนำมาผลิตแบตเตอรี่ จะทำให้กระบวนการจัดการเป็นศูนย์ ซึ่งแนวทางการกำจัดของเสียในภาคเกษตร จะไม่ใช่การสนับสนุนให้เกิดการแปรรูป เพราะการแปรรูปจะใช้กับวัตถุดิบหลัก แต่เศรษฐกิจหมุนเวียนเน้นการจัดการของเสีย อาทิ การกำจัดแกลบ ซังข้าว ชานอ้อย ที่อาจสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (สตาร์ตอัพ) เข้ามาดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมีเอกชนหลายรายในประเทศไทยที่เริ่มดำเนินการแล้ว อาทิ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี ที่ได้ประกาศสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเตรียมลงทุนโรงงานรีไซเคิล พลาสติกครบวงจรมาตรฐานสากลระดับโลกในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จ.ระยอง วงเงิน 1,000 ล้านบาท กำลังการผลิต 40,000 ตันต่อปี

ที่มา ไทยรัฐ

กกพ. คาดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ประชาชน100เมกะวัตต์แรกได้ไตรมาส2ปีนี้

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เตรียมออกระเบียบและหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน 100 เมกะวัตต์แแรกได้ช่วงไตรมาส 2 และเกิดการรับซื้อไฟฟ้าได้จริงช่วงปลายปี 2562 นี้ เบื้องต้นกำหนดราคารับซื้อ 1.6-1.8 บาทต่อหน่วย มูลค่าการลงทุนประมาณ 30-40 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์

นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสานักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สานักงาน กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.อยู่ระหว่างเตรียมการออกระเบียบและหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าพลังงงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)ภาคประชาชน 100 เมกะวัตต์ แรกของปี 2562 ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2562 โดยหลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบอย่างเป็นทางการแล้ว จะเร่งจัดทำระเบียบ หลักเกณฑ์ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน จึงจะออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้ประมาณไตรมาส 2 ของปี 2562 และจากนั้นจะใช้เวลาดำเนินกระบวนการคัดเลือก 4 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นการขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ช่วงปลายปี 2562

ทั้งนี้ในหลักเกณฑ์เบื้องต้นจะกำหนดราคารับซื้อไม่เกิน 1.6-1.8 บาทต่อหน่วย ต้องการเป็นผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อป เน้นให้ผลิตเพื่อใช้ไฟฟ้าเองเป็นหลักและส่วนเกินสามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ รวมทั้งจะกำหนดว่าจะรับซื้อแต่ละรายไม่เกินเท่าไหร่ และแบ่งสัดส่วนการรับซื้อระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)และการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)อย่างไร ทั้งนี้เบื้องต้นต้องหารือกับการไฟฟ้าและสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)ก่อน เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะเปิดรับฟังความเห็นประชาชน 15 วัน จากนั้นจึงจะออกเป็นประกาศรับซื้อไฟฟ้าต่อไป อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเกิดการลงทุน 30-40 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์

สำหรับมติ กพช.เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2562 กำหนดให้รับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภายในปลายปี 2580 ให้ได้จำนวน 10,000 เมกะวัตต์ โดย 10ปีแรกของแผนจะรับซื้อไฟฟ้าจากปีละ 100 เมกะวัตต์ ต่อเนื่อง จากนั้นจะขึ้นกับนโยบายภาครัฐต่อไป

ที่มา energynewscenter.com

เอกชนไทยกระทบน้อย ไม่ต่อ “เซฟการ์ดเหล็ก”

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผย ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) ได้พิจารณาคำร้องของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล็กของไทยที่ให้เปิดการทบทวนเพื่อขยายเวลาการใช้มาตรการปกป้องจากการนำเข้า (เซฟการ์ด) สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเจืออื่นๆ ชนิดเป็นม้วน และไม่เป็นม้วนที่เพิ่มขึ้นจากทั่วโลก เป็นครั้งที่ 3 หลังจะครบกำหนดวันที่ 26 ก.พ.นี้ โดยมีมติไม่ต่ออายุการใช้มาตรการเซฟการ์ด

ทั้งนี้ มีผลการไต่สวนชัดเจนว่า ไทยนำเข้าสินค้าดังกล่าวในปริมาณลดลง ส่วนแบ่งตลาดสินค้านำเข้าในไทยลดลง ขณะที่อุตสาหกรรมของไทยมียอดขายและการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นในปี 60 และปี 61 จึงไม่พบความเสียหายอย่างร้ายแรงจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และหากไทยจะต่ออายุการใช้เซฟการ์ดต่อไป อาจทำให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรการยื่นขอเจรจาเพื่อให้ไทยชดเชยความเสียหาย หรือใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าได้

ที่มา ไทยรัฐ

รัฐมนตรีช่วย ก.อุตฯ ลงพื้นที่ก่อสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์ฯ สาธิตการทดสอบสนามตามมาตรฐานสากล หลังได้รับการรับรองจากสเปน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติแห่งแรกของอาเซียน ชมการทดสอบสนามตามมาตรฐานสากล หลังได้รับการรับรองสนามทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 และ ISO 10844 : 2014 จาก Applus+IDIADA ราชอาณาจักรสเปน

นายสมชาย  หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเดินทางลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center – ATTRIC) และเป็นประธานสักขีพยานในการรับมอบใบรับรองสนามทดสอบยางล้อ ตามมาตรฐาน UN R117 จาก Applus+IDIADA ราชอาณาจักรสเปน ว่า คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. ดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์ฯ ภายในกรอบวงเงิน 3,705.7 ล้านบาท บนพื้นที่ 1,235 ไร่ ณ บริเวณเขตสวนป่าลาดกระทิง ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้บริการทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์   ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และยางล้อตามมาตรฐานสากล

ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ – ATTRIC (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center) เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเร่งรัดการพัฒนาการมาตรฐาน การวิจัยและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนและยางล้อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นประเทศเป้าหมายของการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอนาคต เอื้อให้เกิดการลงทุนในกิจกรรมการวิจัยและพัฒนายานยนต์ต้นแบบ และชิ้นส่วนยานยนต์ต้นแบบ ตามเป้าหมายอุตสาหกรรม S-Curve ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EASTERN ECONOMIC CORRIDOR : EEC) ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ในการสร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนภายในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการพัฒนาให้เป็นประตูสู่การค้าในฐานการผลิต และระบายสินค้าของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า  การดำเนินการก่อสร้างศูนย์ทดสอบฯ ระยะที่ 1 ประกอบด้วยสนามทดสอบยางล้อและเครื่องมือทดสอบตามมาตรฐาน UN R117 ทดสอบรายการเสียงจากยางล้อที่สัมผัสผิวถนน (Noise) การยึดเกาะถนนบนพื้นเปียก (Wet Grip) และความต้านทานการหมุนของยางล้อ (Rolling Resistance) จะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3    ของปี 2562 ซึ่งในวันนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ Applus+IDIADA ราชอาณาจักรสเปน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ และให้บริการด้านการออกแบบ ทดสอบทางวิศวกรรม และให้บริการด้านการรับรองยานยนต์และชิ้นส่วนตามมาตรฐานสากลแก่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ได้เดินทางมามอบใบรับรองสนามทดสอบตามมาตรฐาน UN R117 และพื้นผิวสนามทดสอบเสียง ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 10844 : 2014 ให้แก่ สมอ. สร้างความเชื่อถือในระดับสากล
 
เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ยังถือเป็นครั้งแรกที่ สมอ. จัดให้มีการสาธิตการทดสอบ  ยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 ให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยได้รับชมอีกด้วย สำหรับการดำเนินการในระยะที่ 2 ที่ประกอบด้วย สนามทดสอบกลางแจ้ง 5 สนาม คือ 1) สนามทดสอบสมรรถนะยานยนต์ (Long Distance and High Speed) 2) สนามทดสอบระบบเบรก (Brake Performance) 3) สนามทดสอบระบบเบรกมือ (Park Brake) 4) สนามทดสอบเชิงพลวัต (Dynamic Platform) และ 5) สนามทดสอบการยึดเกาะถนนขณะเข้าโค้ง (Skid-Pad) ขณะนี้ ได้ดำเนินการออกแบบการก่อสร้างทั้ง 5 สนามแล้ว คาดว่าโครงการทั้งหมดจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2564

ที่มา : M Report

อนุมัติลงทุนคอมมูนิตี้ มอลล์ ใกล้นิคมฯอมตะนคร มูลค่าโครงการรวมค่าเช่าที่ดิน 411.53 ลบ.

บมจ. เจเอเอส แอสเซ็ท แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทวันนี้ อนุมัติการลงทุนก่อสร้างโครงการศูนย์การค้าแห่งใหม่ ในรูปแบบคอมมูนิตี้ มอลล์ ซึ่งมีทำเลที่ตั้งใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี โดยมีมูลค่าโครงการรวมค่าเช่าที่ดิน 411.53 ล้านบาท แบ่งเป็น สิทธิการเช่าช่วงที่ดิน ระยะเวลา 25 ปี เนื้อที่ดินทั้งหมด 18 ไร่ 1 วา 12 งาน ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี  มีมูลค่ารวมตลอดอายุการเช่าเป็นเงินจำนวน 211.53 ล้านบาท และการก่อสร้างอาคารศูนย์การค้า การออกแบบ และก่อสร้าง มูลค่างบประมาณ 200 ล้านบาท

สำหรับแหล่งเงินลงทุน จะมาจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งบริษัทจะใช้แหล่งเงินกู้ ประมาณ 70% ของมูลค่าเงินลงทุนในการก่อสร้าง ซึ่งสถานที่ตั้งของโครงการอยู่ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรม การลงทุนดังกล่าวจะเสริมสร้างให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าเช่าอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลดีต่อฐานะการเงินของบริษัท และจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว

ที่มา ryt9.com

สคช.ผนึกกำลัง ตปท.ร่วมดันสมรรถนะบุคลากรวิชาชีพไทย ก้าวสู่มาตรฐานสากล

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.61 ที่โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ นายนคร ศิลปอาชา ประธานกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวในงานสัมมนายกระดับการรับรองสมรรถนะบุคลากรวิชาชีพไทยก้าวสู่สากล ด้วย มอช.”จัดโดยสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) หรือ สคช.ภายใต้โครงการพัฒนาองค์กร ที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ เข้าสู่มาตรฐานสากล ISO/IEC 17024 ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่หน่วยงานที่ทำหน้าที่รับรองบุคลากรต้องปฏิบัติตาม เพื่อสร้างการยอมรับในระดับสากล และมีการมอบโล่เกียรติคุณแก่องค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลฯ ต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการในปี 61 จำนวน 5 ราย ได้แก่ โรงเรียนการอาหารไทย เอ็มเอสซี สมาคมวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย บริษัทรักษาความปลอดภัย ซี.โอ.พี.อินเวสติเกชั่น จำกัด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และการแถลงข่าวความร่วมมือระหว่างสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน) และธนาคารออมสิน

โดย นายนคร กล่าวตอนหนึ่งว่า สคช.ได้ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพ(มอช.) มุ่งเน้นให้คุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพของประเทศไทย สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของภาคอุตสาหกรรมตอบสนองต่อนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในอาชีพ ทั้งจากภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา เพื่อพัฒนามาตรฐานอาชีพที่นำไปใช้ได้จริง ปัจจุบันมีมาตรฐานอาชีพที่จัดทำขึ้นแล้วเสร็จ จำนวน 47 สาขาวิชาชีพ ครอบคลุม 559 อาชีพ ครอบคลุมสาขาวิชาชีพที่สำคัญ เช่น กลุ่มสาขาเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร และดิจิทัลคอนเทนต์ สาขาวิชาชีพรถไฟความเร็วสูงและระบบราง สาขาวิชาชีพพลังงานและพลังงานทดแทน ท่องเที่ยว การโรงแรม และวิชาชีพผลิตภัณฑ์ยางพารา เป็นต้น รวมถึงบูรณาการร่วมมือกับต่างประเทศ ทั้ง เยอรมนี ออสเตรเลีย และในกลุ่มอาเซียน ผลักดันระบบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพสู่ระดับสากล

ขณะที่ นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผอ.สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า สคช.ดำเนินโครงการพัฒนาองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ เข้าสู่มาตรฐานสากล (ISO/IEC 17024) มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 57 โดยมอบหมายให้สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เป็นผู้ดำเนินโครงการ

ที่มา ไทยรัฐ