ผลักดันการลงทุนไตรมาสแรกของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ผ่านงาน VIV Asia 2019 พร้อมต้อนรับนักลงทุนกว่า 30,000 รายจากทั่วโลก สู่กรุงเทพ ประเทศไทย มีนาคมนี้

วีเอ็นยูฯ จัดใหญ่กับงาน วิฟ เอเชีย 2019 สุดยอดงานแสดงเทคโนโลยีและสัมมนาสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ครอบคลุมตั้งแต่เมล็ดพันธุ์จนถึงอาหาร อันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย นำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดสำหรับธุรกิจสัตว์ปีก ไข่ สัตว์เนื้อแดง ปลา ผลิตภัณฑ์นม และธุรกิจวิศวกรรมอาหาร (ไฮไลท์) โดยผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 1,250 รายจาก 60 ประเทศ บนพื้นที่การจัดงานเต็ม 9 ฮอลล์ของไบเทค พร้อมต่อยอดความรู้ผ่านงานสัมมนา มากกว่า 100 หัวข้อ และกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมายตลอด 3 วัน แล้วพบกัน 13-15 มีนาคม 2562 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ

กำหนดพิธีเปิดงานโดย ฯพณฯ ท่านกฤษฎา บุญราช – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่เวลา 10.30 – 11.30 น. ลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ www.vivasia.nl ระบุรหัส 100005 ผู้จัดฯ เผยนักลงทุนจากต่างประเทศมากกว่า 30,000 รายจะทยอยเดินมาเข้าประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป เพื่อเข้าร่วมงาน VIV Asia 2019 งานดีที่คนไทยไม่ควรพลาด!

ที่มา ThaiPR.net

Related links

ตลาดหลักทรัพย์จับมือห้องสมุดทั่วประเทศลดโลกร้อน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง ถูกมองว่าเป็นตัวการหลักที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงทุกภาคส่วนล้วนมีส่วนในการปล่อยก๊าซทั้งสิ้น แม้แต่ “ห้องสมุด” ที่หลายคนนึกไม่ถึงว่าจะเป็นตัวปล่อยคาร์บอน ไม่น้อย เพราะเป็นแหล่งที่มีการใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดในโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือตามสถานที่ต่างๆ ก็ตามที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ช่วงหลังๆ มานี้จึงมีการพูดถึงห้องสมุดสีเขียว หรือ Green Library มากขึ้น นอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศให้น่าเข้ามากขึ้นแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงได้จับมือกับสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขยายความร่วมมือการลดภาวะโลกร้อนสู่พันธมิตรภาคสังคม ดำเนินโครงการ “Library: Care the Bear” จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ วิธีลดโลกร้อนแบบ Eco Library แก่บรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่ห้องสมุด เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายกฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจและภาคสังคมต่างเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อการประกอบธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสภาวะโลกร้อน ซึ่งจากข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก  ปี 2556 ที่ระบุว่า ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 350 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี สูงเป็นอันดับ 21 ของโลกนั้นเป็นตัวเลขที่น่ากังวล และหวังว่าทุกหน่วยงานจะตระหนักร่วมกันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบภาวะโลกร้อนเพิ่มมากขึ้น โดยที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ริเริ่มรณรงค์การลดภาวะโลกร้อนในมิติของผู้บริโภคผ่านโครงการ Care the Bear เมื่อปีที่ผ่านมา โดยตั้งแต่เดือน ก.ค.-ธ.ค.2561 ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ 33 องค์กรพันธมิตรภาคตลาดทุนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการจัดกิจกรรมแบบรักษ์โลก (Eco Event) แล้ว 1,472 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่ 163,509 ต้น ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากเราลดปริมาณการปล่อยไปพร้อมกับปลูกต้นไม้ได้เป็นแสนๆ ต้นก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก และในปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยายความร่วมมือสู่พันธมิตรภาคสังคม พร้อมต่อยอดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และธุรกิจเพื่อสังคม สู่การปลูกต้นไม้จริง

ด้านศาสตรเมธีสุวคนธ์ ศิริวงศ์วรวัฒน์ อุปนายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ใน พระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า สมาคมได้จัดทำมาตรฐานห้องสมุดสีเขียวเพื่อส่งเสริมบทบาทการให้บริการความรู้เรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบไปด้วยหลายหมวดหมู่ ตั้งแต่การดูแผนการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการห้องสมุดด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านกายภาพและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาคารห้องสมุดควรมีโครงสร้างพื้นฐานหรือลักษณะทางกายภาพที่เอื้อต่อการลดการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการใช้เทคโนโลยีในการบริการและบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งต้องมีการกำหนดมาตรการในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า ฯลฯ โดยโครงการ “Library: Care the Bear” ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างจิตสำนึกและปลูกฝังพฤติกรรมที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนให้แก่เยาวชนและสังคม ปัจจุบันมีห้องสมุดสนใจร่วมโครงการแล้วกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ คาดว่าจะกระจายความรู้และส่งเสริมพฤติกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนแก่เยาวชนและสังคม เพื่อเกิดเป็นพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ให้แก่ผู้ใช้บริการห้องสมุดกว่า 600,000 คนต่อปี พร้อมติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน โดยจะมอบรางวัลและเกียรติบัตรแก่ห้องสมุดที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนจากการดำเนินงานได้สูงสุดอีกด้วย

สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการฯ ได้ให้ความรู้เรื่องของ Green Library และ Eco Library โดย ดร.นงรัตน์ อิสโร นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติราชการประจำสำนักงาน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี กล่าวว่า ความไม่รู้คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด บทบาทหน้าที่ของห้องสมุดควรจะให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องกับคนทั่วไป ตนอยากให้ลองไปถามเยาวชนนักศึกษาที่เข้ามาใช้บริการห้องสมุดดูว่าพวกเขาเข้าใจคำว่าสภาพอากาศ กับสภาพภูมิอากาศหรือไม่ สภาพอากาศคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แต่สภาพภูมิอากาศคือสิ่งที่เกิดยาวนานเป็นฤดูกาล และตอนนี้เรากำลังเผชิญอยู่กับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงและส่งผลให้วิถีชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงตาม ทุกคนทราบอยู่แล้วว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกของเราคืออุณหภูมิสูงขึ้น ร้อนมากขึ้น เกิดพายุและน้ำท่วมบ่อยขึ้น แต่จะบอกว่าทั้งหมดเป็นผลมาจากอุณหภูมิของโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่ว่าเพิ่มขึ้นยังไม่ถึง 1 องศาเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีความรุนแรงขนาดนี้ ถ้าหากอุณหภูมิโลกเปลี่ยนแปลงเป็น 1.5-2 องศา แน่นอนว่าความรุนแรงที่เรารู้สึกในวันนี้จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก แล้วเราจะทำอย่างไรให้ทุกคนรับรู้และรู้สึกถึงความน่ากลัวที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

Related links

อินเดียแทนที่ญี่ปุ่นเพื่อมาเป็นผู้ผลิตเหล็กอันดับ 2 ในโลก

อินเดียได้แทนที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศผลิตเหล็กที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลก ตามรายงานของสมาคมเหล็กโลก, การผลิตเหล็กของอินเดียอยู่ที่ 106.5 mt ในปี 2018. มันขึ้นไปโดย 4.9 % จาก 101.5 mt ใน 2017. ญี่ปุ่นผลิต 104.3 mt ในปี 2018 ดาวน์ 0.3 % เมื่อเทียบกับ 2017. จีนเป็นผู้ผลิตที่ใหญ่ที่สุดของการบัญชีเหล็กน้ำมันดิบมากกว่า 51 % ของการผลิต การผลิตเหล็กน้ำมันดิบทั่วโลกถึง 1,808.6 mt สำหรับ 2018 ด้วยการเพิ่มขึ้น 4.6 %

ที่มา livemint 

Related links

สถิติใหม่! เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดบางพิเศษหนาแค่ 0.6 มม.

สำหรับเหล็กแผ่นรีดร้อนในไทยที่กำลังร้อนแรงเรื่อง”เซฟการ์ด”อยู่ในขณะนี้นั้น อีกด้านหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับเซฟการ์ด แต่เกี่ยวกับนวัตกรรมการผลิตเหล็ก…ก็มีข่าวว่า Rizhao Steel Group Co.,Ltd. ได้เปิดสายการผลิต hotstrip เหล็กรีดร้อนที่บางเฉียบ บางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกนี้ เหล็กรีดร้อนแถบบางนี้ สามารถครอบคลุมมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของความหนาเหล็กแผ่นรีดเย็นทั่วไปในเชิงพาณิชย์ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว นวัตกรรมนี้ขยายขอบเขตของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการทดแทนเหล็กแถบรีดเย็น 

เหล็กแผ่นรีดร้อน คือเหล็กกล้าที่มีรูปทรงเป็นแผ่น (ลักษณะแบน) ผลิตด้วยกรรมวิธีรีดร้อน ด้วยลูกกลิ้งหรือแท่นรีดขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้แท่งเหล็กกึ่งสำเร็จรูปที่เรียกว่า “สแลบ (slab)” มีขนาดความหนาลดลงจาก 100 มิลลิเมตร เป็นแผ่นที่มีความหนาบางลงอยู่ในช่วงมาตรฐานความหนาคือ 1.00 ถึง 13.00 มิลลิเมตร

และหากต้องการให้เหล็กบางลง เพื่อเหมาะสมกับการใช้งานก็สามารถนำไปรีดเย็นต่อ – กลายเป็นเหล็กแผ่นรีดเย็น สำหรับแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องมากมายนั่นเอง 

ซึ่งหากสามารถรีดให้บางได้ในขั้นตอนรีดร้อน และเหล็กมียังคงคุณภาพ ก็จะสามารถลดขั้นตอน เวลา และต้นทุนการผลิตไปได้พอสมควรทีเดียว 

ที่มา PrimetalsTechnologies 

Related links

สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ฉลอง 20 ปี เปิดใหญ่ศูนย์ปฏิบัติการทดสอบ

สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดอาคารปฏิบัติการทดสอบ 5 ณ ศูนย์ปฏิบัติการและมาตรฐานสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นิคมอุตสาหกรรมบางปู พร้อมเยี่ยมชมการดำเนินงาน และนิทรรศการทางวิชาการแสดงผลงานออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยมีนายพสุ โหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวนิสากร จึงเจริญะพรรมรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสมอ. และนายสมบูรณ์ หอตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมงานด้วย

อาคารปฏิบัติการืดสอบ 5 จัดสร้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายขอบข่ายการให้บริการด้านหารมาตรฐาน การทดสอบ และการรับรองผลิตภัณฑ์ของสถาบันฯในอนาคตไได้อีก  3-5 ปี อาทิ การทดสอบอุปกรณ์EV Charger การทดสอบเครื่องปรับอากาศระบบ Mulit-Split รวมทั้งรองรับงานมาตรฐานอื่นๆ และ Smart Electronics เป็นต้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

Related links

ก.เกษตรฯ ขอหารือ

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้นายรีชัล อัฟฟานดี้ ลุคมัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงประสานงานเศรษฐกิจอินโดนีเซีย เข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูลเกี่ยวกับราคายางพาราธรรมชาติและขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมยางพารา และหารือถึงโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือด้านยางพาราระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ทั้งระยะสั้นและระยะยาวตลอดจนความร่วมมือภายใต้สภาภาคียางพารา รวมทั้งหารือเกี่ยวกับอุปสรรคทางการค้าสินค้าเกษตรอื่นๆ อีกด้วย

ที่มา ThaiPR.net

Related links

บุกตรวจ โรงงานเหล็กก่อมลพิษชาวบ้าน

นายจุมพฎ เจตน์จันทร์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ธรรมาภิบาลจังหวัดชัยนาท และนายธวัชชัย โคตรเพชร หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดชัยนาท พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท บุกเข้าตรวจสอบโรงงานบดย่อยเศษและตะกรันเหล็ก ของบริษัท พรหม ภัสสร (ประเทศไทย) จำกัด ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ต.ไร่พัฒนา อ.มโน รมย์ จ.ชัยนาท  หลังพบข้อมูลว่ามีการเดินเครื่องจักรในเวลากลางคืน ทำให้ส่งเสียงดังรบกวนความเป็นอยู่ของชาวบ้าน อีกทั้งยังมีการร่อนตะกรันเหล็กและการเผาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เกิดฝุ่นละอองสีดำ รวมทั้งเกิดกลิ่นเหม็นแสบจมูก จนชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงต่างได้รับความเดือดร้อน ด้าน นายธวัชชัยระบุว่า ได้สั่งให้หยุดเดินเครื่องหลอมเหล็กทันที พร้อมสั่งให้ดำเนินการปรับปรุงสภาพภายในโรงงานให้ได้ตามมาตรฐาน ทั้งในด้านความปลอดภัย ความมั่นคงแข็งแรง ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยให้เสร็จ สิ้นภายใน 30 วัน หากไม่ปฏิบัติตาม จะใช้มาตรา 39 พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ.2535 สั่งปิดกิจการทันที

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

Related links

เผยโฉมอุตสาหกรรมตัวที่ 11 สามกลุ่มเป้าหมายใช้งานกองทัพ-เชิงพาณิชย์

พล.อ.นาวิน ดำริกาญจน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยความคืบหน้าของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายตัวที่ 11 หรือ S-Curve11 และได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เมื่อปลายปี 2561 และในเดือน ก.พ.นี้จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และโครงสร้างการบริหารหน่วยงานที่จะจัดตั้งขึ้น เพื่อดูแลเรื่องนี้

“อุตสาหกรรมที่จะพัฒนาขึ้น จะไม่ได้ทำเพื่อสนับสนุนการใช้งานในกองทัพหรือใช้ประโยชน์ในทางการทหารอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงการต่อยอดพัฒนาเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์ทั้งงานความมั่นคงและการใช้งานของพลเรือน รวมทั้งความต้องการของตลาดในอนาคต โดยมีโครงการในระยะแรก หรือ Quick Win ได้แก่ การผลิตยานเกราะล้อยาง การผลิตเครื่องรบกวนสัญญาณ (jammer) และเข็มแทงชนวนท้ายสำหรับกระสุนปืนพกและปืนเล็กยาว”

พร้อมกันนี้ ได้กำหนดประเภท 3 อุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายในการพัฒนา โดยคัดเลือกจากความชำนาญและความต้องการของตลาดในอนาคต และจะส่งเสริมเป็นคลัสเตอร์ในพื้นที่ท่าเรือจุกเสม็ด อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (OPV) ซึ่งประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในการต่อเรือประเภทนี้ที่มีความยาวไม่เกิน 100 เมตร ใช้ในกองทัพและงานด้านความมั่นคง ซึ่งสามารถขยายไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นำไปทำเรือยอชต์ หรือเรือซุปเปอร์ยอชต์ รวมทั้งสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล (Thailand Riviera) ที่จะมีเรือท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

“ปัจจุบันมีผู้ประกอบการต่อเรือไทยที่มีความสามารถในด้านนี้เป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่ต้องมีเพิ่มเติมก็คือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องยนต์ของเรือ ซึ่งสามารถไปชักชวนการลงทุนได้ทั้งจากประเทศเยอรมนีและประเทศจีน ซึ่งเมื่อมีการสร้างคลัสเตอร์ที่ครบถ้วนแล้วใน 20 ปีข้างหน้า ไทยจะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในเรื่องการผลิตเรือตามภารกิจและส่งออกทั้งเรือ OPV และเรือพาณิชย์นาวีได้”

2.อุตสาหกรรมโดรน (drone) ที่จะไม่ได้เน้นเพียงเรื่องการผลิต เพราะในตลาดโลกมีผู้ผลิตที่มีศักยภาพในตลาดอยู่แล้ว แต่จะเน้นเรื่องการใช้งาน การควบคุม รวมทั้งเทคโนโลยีต่อต้านโดรน เช่น การทำเครื่องกวนสัญญาณโดรนเพื่อสร้างเขตปลอดโดรน หรือการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างโดรนกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นโดรนตรวจการณ์อัจฉริยะ ยานยนต์ตรวจการณ์ไร้คนขับ รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการแก้ปัญหาครบวงจร (Solution provider) ที่เกี่ยวข้องกับโดรน ซึ่งยังถือว่ามีช่องว่างในทางธุรกิจที่สามารถพัฒนา ให้ไทยเข้าไปชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในอุตสาหกรรมนี้ได้

3.อุตสาหกรรมอุปกรณ์กักเก็บพลังงาน (energy storage) ที่มีความสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมในอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การสำรองพลังงานไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน การเกิดภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน และใช้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งความมั่นคงและทางพาณิชย์

สำหรับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุน จะขอจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ ที่ทำงานวิจัยที่สนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น เรื่องของความปลอดภัยทางไซเบอร์ (cyber security) การใช้ข้อมูลทางชีวภาพ (Biometrics) รวมทั้งให้งบในการสนับสนุนมหาวิทยาลัย เพื่อทำวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะพัฒนาให้มีศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of excellent) เพื่อทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาให้มีองค์ความรู้ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมทั้งการกำหนดมาตรฐาน (NQI) เป็นของประเทศที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้นโยบายว่า ในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มองในภาพรวม ไม่ใช่แค่เรื่องการผลิตแต่ต้องมองไปถึงเรื่องการซ่อม เสริม และสร้างด้วย

นอกจากนี้ ได้เสนอนายกรัฐมนตรีให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไว้เป็นคณะอนุกรรมการหนึ่งของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เพื่อให้เป็นกลไกที่จะขับเคลื่อนได้ในระยะต่อไป

ที่มา ไทยรัฐ

Related links

ดันเต็มสูบ “เซอร์คูลาร์อีโคโนมี”

นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน (เซอร์คูลาร์อีโคโนมี) ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาในปี 2562 โดยรายละเอียดยุทธศาสตร์ จะเน้นการจัดการขยะให้เป็นศูนย์ หรือไม่มีขยะเลย อาทิ ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตเม็ดพลาสติก จะสนับสนุนให้มีการนำเม็ดพลาสติกมาผลิตเป็นเสื้อผ้า ของใช้ในชีวิตประจำวัน ล่าสุดได้มีเอกชนหลายรายเริ่มประกาศการลงทุนด้านการรีไซเคิลแล้ว ดังนั้น ในยุทธศาสตร์จึงจะมีการกำหนดมาตรการสนับสนุน อาทิ ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการออกสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนมากขึ้น

“แผนยุทธศาสตร์จะเน้นในภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรทั่วประเทศ อาทิ การสนับสนุนให้นำแกลบจากโรงสีมาเป็นส่วนประกอบในการผลิตแบตเตอรี่ จากเดิมมักนำแกลบไปใช้ประโยชน์ในการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า แต่แนวทางดังกล่าวยังเกิดมลภาวะขึ้นได้ แต่หากนำมาผลิตแบตเตอรี่ จะทำให้กระบวนการจัดการเป็นศูนย์ ซึ่งแนวทางการกำจัดของเสียในภาคเกษตร จะไม่ใช่การสนับสนุนให้เกิดการแปรรูป เพราะการแปรรูปจะใช้กับวัตถุดิบหลัก แต่เศรษฐกิจหมุนเวียนเน้นการจัดการของเสีย อาทิ การกำจัดแกลบ ซังข้าว ชานอ้อย ที่อาจสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (สตาร์ตอัพ) เข้ามาดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมีเอกชนหลายรายในประเทศไทยที่เริ่มดำเนินการแล้ว อาทิ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี ที่ได้ประกาศสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเตรียมลงทุนโรงงานรีไซเคิล พลาสติกครบวงจรมาตรฐานสากลระดับโลกในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จ.ระยอง วงเงิน 1,000 ล้านบาท กำลังการผลิต 40,000 ตันต่อปี

ที่มา ไทยรัฐ

Related links