เชียงใหม่จัดงานทอเส้นฝ้าย สานเส้นใยใส่สีธรรมชาติ2562

น.ส.นิสากร จึงเจริญธรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน “ทอเส้นฝ้าย สานเส้นใย ใส่สีธรรมชาติ 2562 ” โดยมี นางจันทรรัตน์ ปิยพัทธไชย์ อุตสาหกรรม จ.เชียงใหม่ นายธีรภัทร นวพันธุ์ ประธานจัดงาน และหน่วยงาน ที่ เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดย งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มี.ค.- 7 เม.ย. 2562 ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 1 ถนนทุ่งโฮเต็ล อ.เมือง จ.เชียงใหม่

สำหรับ “งานทอเส้นฝ้าย สานเส้นใย ใส่สีธรรมชาติ” นั้น ทางสมาคม ส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการไทย จังหวัดเชียงใหม่ หรือ ATED CM ได้จัดขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 21 เพื่อช่วยสนับสนุนด้านช่องทางการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แก่กลุ่มผู้ที่ผลิตผ้าฝ้าย ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและสินค้าพื้นเมือง รวมทั้งเป็นการเพิ่ม ช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับ นักออกแบบรุ่นใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับ ที่ดีและมีการเติบโตของยอดขายเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด

โดยภายในงานจะมีการออกร้าน ของผู้ประกอบการกว่า 400 คูหา ประกอบด้วย ผ้าทอ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย เครื่องหนัง สินค้ากลุ่มหัตถกรรมพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง เกษตรแปรรูป เชียงใหม่ เมืองกาแฟ และอื่นๆ อีกมากมาย โดยคาดว่ารายได้จากการจัดงานในครั้งนี้ จะมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 22 ล้านบาท

ที่มา www.ryt9.com/s/nnd/2973705

Related links

ดัชนีเอ็มพีไอก.พ.หดตัว

สศอ.เผยดัชนีเอ็มพีไองวด ก.พ.62 ลดลงเล็กน้อย 1.56% จับตา เม.ย.-พ.ค. ตั้งรัฐบาลใหม่หวั่นส่งผลการผลิตและการบริโภค บล.กสิกรไทย เผยภาคเอกชนมีการลดประมาณการการลงทุนลง

นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือน ก.พ.2562 ว่า เอ็มพีไอลดลงเล็กน้อยอยู่ระดับ  105.24 ลดลงจากช่วง เดียวกันของปี 2561 คิดเป็น 1.56%  ขณะที่อัตราการใช้กำลัง การผลิตอยู่ที่ 69.03% โดยเอ็มพีไอที่ลดลงสาเหตุหลักมา จากหลายอุตสาหกรรมมีการ ผลิตลดลง แต่ก็มีบางอุตสาห กรรมที่การผลิตโดดเด่นจนดึง ภาพรวมให้เอ็มพีไอภาพรวม ลดลงเล็กน้อย โดยอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวมากที่สุดคืออุตสาหกรรมการต้มกลั่นและผสมสุราขยายตัว 65.56%  เนื่องจากมีการผลิตเพื่อรองรับการบริโภคในช่วงเดือน มี.ค.2562 ที่ยอดการจำหน่ายในช่วงการเลือกตั้งจะมากกว่าปกติ และยังผลิต เพื่อรองรับช่วงเทศกาลสง กรานต์ นอกจากนี้ยังมีอุตสาห กรรมสำคัญที่ขยายตัว คือ รถ ยนต์ขยายตัว 3.14% ขณะที่น้ำตาลขยายตัว 4.91% และน้ำมันปิโตรเลียมขยายตัว 2.93%

สำหรับอุตสาหกรรมที่การผลิตลดลง คือ เหล็กลดลง 14.43% เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่ ชำรุดของผู้ผลิตบางราย นอก จากยังมีคอมพิวเตอร์ลดลง12.11% ผลิตภัณฑ์ยางลดลง 7.25% เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็ก ทรอนิกส์ลดลง 7.2% อาหารลดลง 0.1% เคมีภัณฑ์ลดลง 6.1% สิ่งทอลดลง 0.45% และเครื่องนุ่งห่มลดลง 3.83%

“แนวโน้มของเอ็มพีไอ  เดือน เม.ย.2562 จะไม่ได้รับผลกระทบ และจะลดลงตาม สถานการณ์ เพราะช่วงเดือน เม.ย.วันทำงานน้อย การผลิต จะลดลงตามด้วย แต่ช่วงเวลา ที่น่าติดตาม คือ เดือน พ.ค. เพราะจะเริ่มเห็นความชัดเจนของรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดจนนโยบายด้านเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อการผลิต ซึ่งจะมีผลต่อเอ็มพีไอ อย่างไรก็ดีเชื่อว่าการมีรัฐบาลเลือกตั้งจะส่ง ผลดีต่อการลงทุนจากต่างชาติ” นายณัฐพลกล่าว

ด้าน นายภาสกร ลิน มณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การลงทุนภาคเอกชนมีการลดประมาณการการลงทุนลง เนื่องจากความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองและความเสี่ยงจากระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ส่งผลให้ต่างชาติชะลอการลงทุนในประเทศไทย

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 คาดว่าเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คือเสถียรภาพทางเงิน ดังนั้นหากเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นไปในทิศทางที่ดี จะส่งผลให้ กนง.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพในระบบการเงิน และสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายทางการเงินได้

อย่างไรก็ตาม ดัชนีตลาด หลักทรัพย์ปี 2562 จะอยู่จุดต่ำสุดที่ 1,570 และจะอยู่ที่จุดสูงสุดประมาณ 1,750 จุด เนื่องจากความต้องการซื้อของภาคเอกชนในประเทศที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง.

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/2972204

Related links

‘ไทยรุ่ง’เปิดตัว’TR Transformer II 2.8AT4WD’ ในงาน’ไทยรุ่ง มอเตอร์โชว์2019’ที่โชว์รูมถ.วิภาวดี

บริษัท ไทยรุ่ง ยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) แจ้งข่าวว่า บริษัท ไทยรุ่ง ยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการออกแบบ และผลิตรถยนต์อเนกประสงค์สายพันธุ์ไทย ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสม มายาวนานในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยมากกว่า 50 ปี และยังมีรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2560 เป็นสิ่งการันตีถึงความเป็นผู้นำ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

ในไตรมาสนี้ ไทยรุ่ง ได้พัฒนารถยนต์ TR TRANSFORMER II รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ เครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร โดยยังคงคอนเซ็ปต์ เป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ทุก ไลฟ์สไตล์ของทุกคนในครอบครัว ด้วยดีไซน์ ที่โดดเด่น และเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นในการขับขี่ด้วยเกียร์อัตโนมัติ พร้อมจัดกิจกรรม ไทยรุ่งมอเตอร์โชว์ 2019 ณ โชว์รูมไทยรุ่ง สาขาวิภาวดีรังสิต ด้วยแคมเปญสุดพิเศษ “โปรหนัก จัดแรง” เฉพาะงานนี้เท่านั้น

นางสาวแก้วใจ เผอิญโชค แมคโดนัลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทไทยรุ่งกรุ๊ป กล่าวว่า จากการนำรถยนต์ TR Transformer II ซึ่งได้มีการตกแต่งพิเศษ ไปโชว์ในงาน Motor Expo เมื่อปลายปีที่ผ่านมานั้น ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และเพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านรถยนต์อเนกประสงค์สายพันธุ์ไทย ทางบริษัทจึงได้พัฒนารถยนต์ Toyota Revo รุ่น 2.8G ขับเคลื่อน 4  ล้อ เกียร์อัตโนมัติ มาพัฒนาต่อยอดให้กับกลุ่มลูกค้าที่ชอบท่องเที่ยวเป็นครอบครัว และมองหารถที่พร้อมอรรถประโยชน์มากมาย มีความสะดวกสบายในการขับขี่ ลุยได้ทุกสถานการณ์ทั้งในเมือง และนอกเมือง

ในวันนี้ก็ได้นำรถยนต์ TR Transformer II 2.8 AT 4WD มาอวดโฉมเป็นครั้งแรกในงานนี้เพื่อให้ทางสื่อมวลชนได้ชมและสัมผัส ในงาน THAI RUNG MOTOR SHOW 2019 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 มีนาคม-7 เมษายน 2562 ณ โชว์รูมไทยรุ่ง วิภาวดีรังสิต

นอกจากนี้แล้ว ภายในงานทาง บริษัทยังได้นำรถยนต์ TR Transformer รุ่นต่างๆ มาให้ชมและทดลองขับมากมาย พร้อมรับแคมเปญสุดพิเศษ
ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่า TR Transformer II จะทำให้คนไทยมีความ ภูมิใจ ที่ได้ใช้รถยนต์ของคนไทยที่มี รูปลักษณ์โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร ด้วยอรรถประโยชน์มากมาย ตอบสนองทุกไลฟ์สไตส์

ที่มา :หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Related links

นายกฯ ติดตามความคืบหน้าศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ เร่งรัดเดินหน้าเฟส 2

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางไปตรวจติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ที่ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา

สำหรับศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ เป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่การเป็น Super Cluster อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีแผนการดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ โครงการระยะที่ 1 ส่วนทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 ประกอบด้วยสนามทดสอบยางล้อและเครื่องมือทดสอบตามมาตรฐาน ทดสอบรายการเสียงจากยางล้อที่สัมผัสผิวถนน การยึดเกาะถนนบนพื้นเปียก และความต้านทานการหมุนของยางล้อ

โครงการระยะที่ 2 ส่วนทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 ขณะนี้ได้ออกแบบและปรับพื้นที่เสร็จแล้วเพื่อรองรับการก่อสร้างสนามทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วน รวม 5 สนาม คือ 1) สนามทดสอบสมรรถนะยานยนต์ (Long Distance and High Speed) 2) สนามทดสอบระบบเบรก (Brake Performance) 3) สนามทดสอบระบบเบรกมือ (Park Brake) 4) สนามทดสอบเชิงพลวัต (Dynamic Platform) และ 5) สนามทดสอบการยึดเกาะถนนขณะเข้าโค้ง (Skid-Pad)

ทั้งนี้ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ตั้งบนพื้นที่ 1,235 ไร่ และจะเป็นกลไกสำคัญของประเทศไทยจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 6 ล้านคน ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกิดการจ้างงานบุคลากรในพื้นที่ ด้านช่างเทคนิคไม่น้อยกว่า 200 คน และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกไม่น้อยกว่า 2,000 คน คิดเป็นรายได้ 500-1,000 ล้านบาทต่อปี เกิดการลงทุนธุรกิจการค้าและธุรกิจต่อเนื่อง สร้างรายได้ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นประเทศเป้าหมายของการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอนาคต นอกจากนี้ ยังเอื้อให้เกิดการลงทุนในกิจกรรมการวิจัยและพัฒนายานยนต์ต้นแบบ ตามเป้าหมายที่สำคัญของอุตสาหกรรม S-Curve ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC อีกด้วย

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง และเร่งรัดผลักดันให้มีการดำเนินการในระยะที่ 2 ให้แล้วเสร็จ โดยต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันนี้มีความสำเร็จของยางไทย ที่ประเทศโอมานเข้าร่วมโครงการส่งเสริมความร่วมมืออุตสาหกรรมยางด้านนวัตกรรมถนนผสมยางพารา และได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานต้นแบบถนนยางพาราที่จังหวัดฉะเชิงเทรา อีกทั้งมุ่งต่อยอดงานวิจัยพร้อมผลักดันนวัตกรรมถนนยางพาราไทยสู่เวทีโลก ให้ความสนใจเทคโนโลยีการผสมยางสำหรับทำถนนของไทย เนื่องจากถนนลาดยางพารา เป็นนวัตกรรมงานวิจัยที่ไทยพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกับยางพารา เพราะประเทศไทยมียางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจและผลิตมากที่สุดในโลก ถนนผสมยางพาราได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับชาติ ความโดดเด่นของการนำยางพารามาผสมเพื่อทำถนน จะเป็นการเพิ่มคุณสมบัติการทนความร้อนได้มากกว่าถนนยางมะตอยปกติ และมีค่าความยืดหยุ่นและคืนตัวดีกว่า มีความแข็งแรงและอายุการใช้งานที่มากกว่า ทำให้เหมาะสมกับประเทศในเขตร้อน

“ในฐานะนายกฯ จะเป็นสะพานก้าวข้ามไปตามสิ่งที่เรามุ่งหวังไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสงบสุขและสันติสุขแก่ประเทศไทย และพร้อมจะทำให้ดีที่สุด”

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq03/2969980

Related links

พัฒนาต่อยอดโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

พีทีที โออาร์ จีพีเอสซี และซีเอชพีพี พัฒนาต่อยอดโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภายในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีที โออาร์ กล่าวว่า ตามที่ พีทีที โออาร์ มีความมุ่งมั่นในการผสานแนวคิดในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำเนินธุรกิจนั้น พีทีที โออาร์ จึงได้เริ่มศึกษาและทดลองติดตั้งแผง โซล่า เซลล์ ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ตั้งแต่ปี 2550 และต่อมาได้ร่วมกับบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ จีพีเอสซี และบริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม จำกัด หรือ ซีเอชพีพี ในการศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระยะที่ 1 ตั้งแต่ปี 2561 โดยทดลองติดตั้งแผงโซล่า เซลล์ ในสถานีบริการน้ำมันฯ จำนวน 3 แห่ง ในจังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี และเชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตได้ภายในครึ่งปีแรกของปี 2562

สำหรับความร่วมมือในวันนี้ เป็นระยะที่ 2 ของโครงการฯ ซึ่งจะร่วมกันศึกษาและพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ในสถานีบริการน้ำมันฯ โดยจะพิจารณารูปแบบดำเนินธุรกิจที่เหมาะสมร่วมกัน โดย พีทีที โออาร์ จะเป็นผู้คัดเลือกรูปแบบพื้นที่ หรือ อาคาร ที่มีความเหมาะสมภายในสถานีบริการฯ เพื่อให้ จีพีเอสซี และ ซีเอชพีพี ออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าให้มีความเหมาะสม โดยมีแผนงานร่วมกันในการขยายการติดตั้งแผงโซล่า เซลล์ ภายในสถานีบริการน้ำมันฯ ให้เป็น 50 แห่ง ภายในปี 2566

นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ จีพีเอสซี แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. กล่าวว่า การดำเนิน “โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมระบบกักเก็บพลังงานในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น” เป็นความร่วมมือของกลุ่ม ปตท. ที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานใหม่ๆ โดยเฉพาะพลังงานทดแทนที่เป็นกระแสของโลกในการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่ง จีพีเอสซี ได้ร่วมกับ ซีเอชพีพี เพื่อประเมินรูปแบบเทคโนโลยีการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป ขนาดกำลังการผลิต และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อติดตั้งในสถานีบริการน้ำมัน

นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมว่า “การดำเนินงานจะคำนึงถึงประสิทธิภาพของการจ่ายไฟที่จะนำระบบกักเก็บพลังงานมาช่วยให้มีความมั่นคงในการจ่ายไฟ ขณะเดียวกันโครงสร้างอาคารจะต้องเหมาะสมและแข็งแรงเพียงพอต่อการติดตั้ง ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจต่างกันออกไป หลังจากติดตั้งแล้วติดตามผลตามเวลากำหนด และจะมีการรายงานเพื่อพิจารณาถึงแนวทางพัฒนาต่อไป”

นายกุลพัฒน์ เพิ่มภูศรี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม จำกัด หรือ ซีเอชพีพี ในฐานะผู้พัฒนาพลังงานทดแทนในกลุ่มบริษัท จีพีเอสซี กล่าวว่า บริษัทฯ มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการผลิตผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) แบบติดตั้งบนหลังคาอาคาร (โซลาร์รูฟท็อป) และแบบติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ (โซล่าร์ลอยน้ำ) จึงมีความพร้อมที่จะร่วมมือในการติดตั้งภายในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น หากผลการศึกษาประสบความสำเร็จก็จะสามารถต่อยอดการพัฒนาเพื่อการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ป้อนให้กับสถานีบริการน้ำมันฯ ต่อไป

ที่มา https://www.facebook.com/greennetworkseminar/posts/1234235163405640

Related links

ญี่ปุ่นเผยยอดสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนม.ค.ร่วงลง 5.4% ทำสถิติหดตัวติดต่อกันเดือนที่ 3

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานซึ่งไม่รวมเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมต่อเรือและสาธารณูปโภค หดตัวลง 5.4% ในเดือนม.ค.จากเดือนก่อนหน้า แตะที่ระดับ 8.223 แสนล้านเยน (ประมาณ 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรซึ่งเป็นมาตรวัดการใช้จ่ายด้านทุนของภาคเอกชนนั้น ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ในเดือนม.ค. หลังจากที่ลดลง 0.3% ในเดือนธ.ค.

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq28/2966667

Related links

SMEs แห่ใช้ ศูนย์ Thai-IDC

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) โชว์ผลการดำเนินงานปีงบประมาณพ.ศ.2561 เอสเอ็มอีตื่นตัวใช้บริการ ศูนย์ ITC 4.0 กว่า 3,000 ราย ปั้นผลิตภัณฑ์ต้นแบบกว่า 1,300 ผลิตภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 2,500 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์ Thai-IDC โชว์ปั้นนักออกแบบ 300 ราย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 2,875 ล้านบาท สำเร็จเกินคาดหมาย เดินหน้าทุ่มปี พ.ศ. 2562 ดันเอสเอ็มอีใช้บริการ ศูนย์ทั้ง 2 ศูนย์ ปูพรมสร้างเอสเอ็มอี 4.0 สอดรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (Industry Transformation Center 4.0:ITC 4.0) เพื่อการขับเคลื่อนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถปรับโครงสร้างการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ผ่านกลไกของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 ที่มีอยู่ทั่วประเทศ 105 แห่ง ในปีงบประมาณปีพ.ศ. 2561 พบว่ามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาใช้บริการทั้งสิ้น 3,000 ราย สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้ทั้งสิ้น 1,300 ผลิตภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจประมาณ 2,500 ล้านบาท นับเป็นการยกระดับเอสเอ็มอีให้สามารถต่อยอดนวัตกรรม และงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

​ปัจจุบันศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 มีกระจายครอบคลุมทั่วประเทศ 105 แห่ง โดยเป็นการดำเนินงานของ กสอ. 13 แห่ง คือ ส่วนกลางที่ กสอ. กล้วยน้ำไท 1 แห่ง ส่วนภูมิภาคตั้งอยู่ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคทั้ง 12 แห่ง และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด 76 แห่ง นอกจากนี้ยังร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่เป็นเครือข่ายพร้อมให้บริการ ประกอบด้วย ITC-SME ดำเนินการโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) 13 แห่ง CoRE-ITC ดำเนินการโดยสถาบันไทย-เยอรมัน บริการด้านระบบอัตโนมัติ 1 แห่ง Food-ITC ดำเนินการ โดยสถาบันอาหาร บริการด้านอาหาร 1 แห่ง และ Recycle-ITC ดำเนินการโดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) บริการด้านการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ 1 แห่ง

​นอกจากนี้ กสอ. ยังได้ขยายขอบเขตการทำงานของศูนย์ ITC 4.0 เชื่อมโยงไปยังศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Thailand-Industrial Design Center:Thai-IDC) ที่มีอยู่ 13 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยการเชื่อมโยงบูรณาด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยในปี พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้ให้บริการในด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย การบริการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ จำนวน 530 ผลิตภัณฑ์ เชื่อมโยงนักออกแบบสู่สถานประกอบการเพื่อพัฒนากระบวนการออกแบบ จำนวน 360 กิจการ สร้างนักออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ 300 ราย พัฒนาองค์ความรู้ด้านการออกแบบแก่บุคลากร จำนวน 1,780 ราย ก่อให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจ 2,875 ล้านบาท

​“สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 รวมถึงศูนย์ Thai-IDC ในช่วงปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้การตอบรับในการใช้บริการทั้ง 2 ศูนย์ เป็นจำนวนมาก สามารถสร้างมูลค่ารวม 5,375 ล้านบาท ด้วยการบริการของศูนย์ทั้ง 2 แห่ง ที่มีเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมทั้งการพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายกอบชัยกล่าว

​​นายกอบชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวอย่างของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้ามาใช้บริการศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 จนสามารถยกระดับการพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม อาทิ บริษัท บัวทอง ฟู้ด แอนด์ เบเวอร์เรจส์ ประเทศไทย ผู้ผลิตอัญชันมะนาวผงสำเร็จรูปพร้อมชงและเก็กฮวยผงสำเร็จรูปพร้อมชง จังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้ามาใช้บริการศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 ในการออกแบบปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ใหม่ พร้อมออกแบบฉลากสินค้าเพื่อสร้างแรงจูงใจในการซื้อสินค้า ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น 147,000 บาทต่อปี

​บริษัท เคอร่าไทล์ จำกัด ผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิก เข้ามาใช้บริการศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จ.ลำปาง ในด้านการลดต้นทุนวัตถุดิบและเชื้อเพลิง โดยการรีไซเคิลจากวัสดุแก้วเหลือใช้มาเป็นส่วนผสมในน้ำยาเคลือบกระเบื้องเซรามิก ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าได้ 250 ล้านบาทต่อปี ​และบริษัท ทีเอ็นฟาร์ม เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตสมุนไพรผสมถั่งเช่าและถั่งเช่าสกัดแคปซูล ใช้บริการศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 7 จ.อุบลราชธานี ในการปรับปรุงโรงเพาะเลี้ยงถั่งเช่าให้เป็นระบบ สมาร์ทฟาร์มมิ่งเพื่อสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้น มีการออกแบบพัฒนาฉลากและบรรจุภัณฑ์ โดยนำระบบซอฟท์แวร์ 3 มิติ มาใช้ผลิตต้นแบบที่เสมือนจริง ก่อนตัดสินใจผลิตบรรจุภัณฑ์จริง ทำให้ตรงกับ ความต้องการของผู้ผลิต สามารถเพิ่มยอดขาย 1,800,000 บาทต่อปี

ที่มา : M Report

Related links

ครม.ไฟเขียว Smart VISA เพิ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาทำงานในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษสำหรับผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง นักลงทุน ผู้บริหารระดับสูง และผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ

โดยวันนี้ ครม.เห็นชอบให้มีการปรับปรุงคุณสมบัติและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ได้รับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ(Smart Visa) โดยเพิ่มเติมอุตสาหกรรมเป้าหมายคือ อุตสาหกรรมการบริการ ด้านระงับข้อพิพาททางเลือก, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, การบริหารการจัดการสิ่งแวดล้อม และพลังงานทดแทน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุน และดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถหรือทักษะสูงให้เข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาล อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลในการเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเรื่อง Ease of Doing Business

โดยกำหนดสิทธิประโยชน์ให้แก่คนต่างด้าวผู้ถือ Smart Visa และผู้ติดตาม ดังนี้
ให้คนต่างด้าวซึ่งเป็นประเภทผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง (Talent) นักลงทุน (Investor) ผู้บริหารระดับสูง (Executive) และผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ที่ได้รับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ สามารถทำงานซึ่งไม่เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำในประเทศไทยได้ตลอดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โดยไม่ต้องขอรับใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

ให้คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ถือ Smart Visa ประเภทผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง (Talent) นักลงทุน (Investor) หรือผู้บริหารระดับสูง (Executive) คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ถือ Smart Visa ประเภทผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป และบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ถือ Smart Visa ประเภทผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สามารถทำงานในประเทศไทยได้ตลอดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร แต่ต้องไม่เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

Related links