เต็ดตรา แพ้ค ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่โรงงานในจังหวัดระยอง

เต็ดตรา แพ้ค ผู้นำเสนอโซลูชั่นการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อาหารชั้นนำของโลก ดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวน 3,076 แผง บนหลังคาโรงงานผลิตในจังหวัดระยองเป็นที่เรียบร้อย ทีมงานของ BayWa r.e. บริษัทผู้พัฒนา ให้บริการ และผู้ค้าส่งพลังงานหมุนเวียนระดับโลก ได้เข้าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงานทั้ง 4 อาคารของเต็ดตรา แพ้ค ที่จะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าทดแทนได้ถึง 1,350 เมกะวัตต์ชั่วโมงในแต่ละปี

นอกจากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในจังหวัดระยอง เต็ดตรา แพ้ค ยังเข้าร่วมโครงการอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน รวมถึงการได้ใบรับรองการซื้อพลังงานหมุนเวียนนานาชาติ หรือ International Renewable Energy Certificates (I-RECs) “เต็ดตรา แพ้ค เป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่มุ่งสู่มาตรฐานโกลด์สแตนดาร์ด (Gold-Standard) ของ I-RECs ในวันนี้ โรงงานที่จังหวัดระยองสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าทดแทนได้ 1 เมกะวัตต์จากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์” มร. เบิร์ท ยาน โพสต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเต็ดตรา แพ้ค ประเทศไทย กล่าว “การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ของเราจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าปีละ 850 ตันเลยทีเดียว”

โครงการนี้มีส่วนช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นของ เต็ดตรา แพ้ค ทั้งในด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ปัจจุบัน บริษัทได้จัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าทดแทนมากกว่าครึ่งหนึ่งจากแหล่งผลิตทั่วโลก ทำให้ เต็ดตรา แพ้ค มุ่งสู่ความสำเร็จตามหลักการใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนในการดำเนินงานผลิตทั่วโลกภายในปี พ.ศ. 2573 ตามที่บริษัทได้เข้าร่วมโครงการ RE100 ซึ่งเป็นการรวมตัวของบริษัทธุรกิจเอกชนชั้นนำของโลก 194 แห่ง ที่ได้วางเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทน 100%

“การใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนในการดำเนินงานของเราถือเป็นความมุ่งมั่นที่สำคัญ ตามแนวทางการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเป็นการช่วยรับมือกับปัญหาการแปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก” มร. มาริโอ อับบริว รองประธานฝ่ายบริหารด้านความยั่งยืน บริษัทเต็ดตรา แพ้ค กล่าว “เต็ดตรา แพ้ค กำลังลงทุนเพื่อเพิ่มอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนให้มากขึ้น ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในโรงงานของเราเอง และผ่านการซื้อใบรับรองพลังงานหมุนเวียนสำหรับความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เรามีข้อจำกัดในการดำเนินงานบางประการ”

เต็ดตรา แพ้ค มุ่งมั่นสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนคาร์บอนต่ำในทุกประเทศที่ดำเนินธุรกิจอยู่ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในอาคารโรงงานทั้งสี่แห่งของบริษัทเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งนับเป็นการปกป้องอนาคตของชุมชน โครงการพลังงานสีเขียวของบริษัทที่ริเริ่มขึ้นจะมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและประสิทธิภาพด้านพลังงานในระยะยาว ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยนำเข้าพลังงาน 70% แต่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนจาก 14% เป็น 30% ภายในปี พ.ศ.2579 ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของแผนการด้านความยั่งยืนของประเทศ

ที่มา https://www.facebook.com/greennetworkseminar/posts/1394145580747930

Related links

งาน Bangkok RHVAC 2019 และ Bangkok E&E 2019

งานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นหรือ Bangkok RHVAC 2019 และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิคส์หรือ Bangkok E&E 2019 ประสบความสำเร็จในการสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และช่วยกระตุ้นการส่งออก โดยมีจำนวนผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 รายและสร้างมูลค่าทางการค้าจากยอดการสั่งซื้อรวมกว่า 2,600 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่างาน Bangkok RHVAC 2019 และ Bangkok E&E 2019 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 กันยายน 2562 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ได้รับผลการตอบรับที่ดีจากนักธุรกิจนานาชาติที่เดินทางมาชมงานจากทั่วโลก และสามารถสร้างรายได้เป็นมูลค่าการสั่งซื้อรวมทั้งสิ้น 2,633.82 ล้านบาท

สำหรับในด้านจำนวนผู้เข้าร่วมงานและผู้เข้าชมงาน Bangkok RHVAC 2019 และ Bangkok E&E 2019 มีผู้ประกอบการเข้าร่วมแสดงสินค้าทั้งสิ้น 363 บริษัท ใน 1,012 คูหา ส่วนผู้เข้าชมงานมีจำนวนทั้งสิ้น 10,185 ราย จาก 63 ประเทศ โดยนักธุรกิจต่างชาติที่เข้าร่วมงานมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย เวียดนาม บังคลาเทศ เกาหลีใต้ มาเก๊า และเมียนมาร์

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3053226

Related links

ไทยจำเป็นต้องใช้มาตรการAC ก่อนที่อุตสาหกรรมเหล็กจะพินาศ

อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เหล็กของไทย เป็นสินค้าประเภทหนึ่งที่ประสบกับปัญหาการทุ่มตลาด (Dumping) และปัญหาการอุดหนุน (Subsidy) หนักมากช่วงหลายปีมานี้ ประกอบกับสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยจากต้นปี 2018 สหรัฐฯ ได้ตั้งกำแพงภาษีผลิตภัณฑ์เหล็กจากจีนเพิ่มขึ้นอีก ราว 25-50% จากอัตราภาษีนำเข้าปกติส่งผล ให้ผลิตภัณฑ์เหล็กจากจีนที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงและมีโอกาสที่จะถูกนำเข้าสู่ไทย และประเทศผู้นำเข้าอื่นๆ มากขึ้น

มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping : AD) และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) เป็น 2 มาตรการที่ประเทศผู้นำเข้าใช้เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากความเสียหายโดยการเก็บภาษีเพิ่มเติมจากอัตราภาษีนำเข้าปกติ อย่างไรก็ตาม มาตรการ AD และ CVD ยังคงสามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงต้องมีการออกมาตรการเพิ่มเติม ในการตอบโต้การหลบเลี่ยง (AntiCircumvention : AC) เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว

ปริมาณผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบน (ไม่รวม stainless steel) เฉลี่ยจากจีนที่มีการนำเข้าที่คล้ายคลึงกับการหลีกเลี่ยง AD และ CVD (circumvention) ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 6 ปี ที่ผ่านมา (2013-2018) โดยมีปริมาณอย่างน้อย 193,000 ตัน/ปี แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบนจากการทำ slight modification ราว 20,000 ตัน/ปี และผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบนจากการทำ transshipment ราว 173,000 ตัน/ปี หรือคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยราว 6% ของปริมาณการผลิตเหล็กทรงแบนทั้งหมดในไทย ทั้งนี้ อีไอซี ประเมินว่า การนำเข้าที่คล้ายคลึงกับการหลีกเลี่ยง AD และ CVD (circumvention) ในอนาคต มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/nnd/3049867

Related links