กสอ.ดัน SMEs ไทยพุ่งแรง ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เตรียมพร้อมรองรับ 4.0

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.62 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สามารถปรับตัวให้เข้าถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ได้อย่างรวดเร็วก้าวทันกับสถานการณ์ดิจิทัลของโลก รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การเป็นเอสเอ็มอี 4.0 (Smart SMEs) ผ่านเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา กสอ.ได้ร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ภายใต้โครงการ Connected Industries จัดกิจกรรม “3-Stage Rocket Approach” หรือ “จรวด 3 ขั้น โดยนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Internet of Things (IoT) Artificial Intelligence (AI) และ Big Data มาปรับใช้ เพื่อผลักดันเอสเอ็มอี สู่อุตสาหกรรม 4.0 ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่

1. Visualize Machine คือ การรวบรวมข้อมูลจากเครื่องจักรให้เป็นดิจิทัล และนำมาใช้วิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต 2.Visualize Craftsmanship คือ การเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวของแรงงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อวิเคราะห์การทำงานให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และ 3.Lean Automation System Integrator : หรือ LASI Project คือ การพัฒนา โครงการสาธิตการผลิตแบบลีนออโตเมชั่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ตลอดทั้งการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ ด้วยการเชื่อมต่อบริษัทอุตสาหกรรมทั้งระบบ ทั้งข้อมูล บุคลากร และเครื่องจักรระหว่างบริษัทและเอสเอ็มอี เข้าด้วยกัน

“สำหรับในปี 2561 ที่ผ่านมา กสอ.นำร่องได้ติดตั้ง 3-Stage Rocket Approach ให้กับเอสเอ็มอีที่มีความพร้อมตามเกณฑ์การคัดเลือกจรวดขั้นที่ 1 และ 2 ไปแล้ว จำนวน 600 กิจการทั่วประเทศ โดยพบว่าในขั้นที่ 1 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 30 คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 850 ล้านบาท และขั้นที่ 2 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 150 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2562 นี้ กสอ.ได้เตรียมแผนงานเพื่อเดินหน้าสานต่อกิจกรรม “3-Stage Rocket Approach” หรือ “จรวด 3 ขั้น โดยการรับสมัครเอสเอ็มอีภาคการผลิตทั่วประเทศ เพื่อผลักดันเอสเอ็มอีเข้าสู่จรวดขั้นที่ 1 และ 2 จำนวนไม่น้อยกว่า 500 กิจการ และจรวดขั้นที่ 3 อีกไม่น้อยกว่า 100 กิจการ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างแท้จริง ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นอีกกว่าร้อยละ 45 และสามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 30 และคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2,000 ล้านบาท” นายกอบชัย กล่าว

ด้าน นายชัยศักดิ์ วรวิริยะประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ช้างทอง อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตเครื่องมือทางการเกษตร โดยมีเครื่องหยอดเมล็ดข้าวเป็นสินค้าหลัก กล่าวว่า บริษัทฯได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ระบบอัจฉริยะเฝ้าติดตามและตรวจสอบดูแลการทำงานของเครื่องจักร (Machine Monitoring System) กับทาง กสอ.ทำให้บริษัทฯสามารถมองเห็นถึงปัญหาและประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรในกระบวนการผลิต ทั้งจุดแข็ง-จุดอ่อน ได้มากขึ้น และได้นําระบบเทคโนโลยีการเชื่อมด้วยหุ่นยนต์ (Robot Welding) มาใช้ในกระบวนการผลิตนี้ เนื่องจากเป็นระบบที่มีการจับยึด และการเชื่อมอัตโนมัติที่รวดเร็วและแม่นยํา ทําให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กําหนด สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนแรงงานได้ ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางธุรกิจในปีนี้ของบริษัทฯค่อนข้างสูงขึ้น

ด้าน นายชลิต โฆษิตวัฒนาพานิชย์ ผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัท โออิชิฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตเบเกอรี่แบรนด์ โออิชิ และแบรนด์ Kit’z กล่าวว่า หลังจากบริษัทฯได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบอัจฉริยะ เฝ้าติดตามและตรวจสอบดูแลการปฏิบัติงานของพนักงาน (Visualize Craftsmanship) ได้เรียนรู้ถึงการแก้ไขปัญหาที่จุดต้นเหตุ คือ การควบคุมต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุด แต่คุณภาพสินค้าต้องดีที่สุดจริงๆแล้ว การเปิดใจกว้างๆเพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐมานำเสนอ จะสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้จริงๆ

ที่มา ไทยรัฐ

Related links

กสอ. ผนึก 7 ภาคีเครือข่าย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมฟู้ดทรัค

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ผนึก 7 ภาคีเครือข่าย แถลงความร่วมมือ ยกระดับมาตรฐานพัฒนาอุตสาหกรรมฟู้ดทรัคให้เป็นที่ยอมรับของตลาด รองรับการขยายตัวของผู้ประกอบการที่เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมชูแนวคิดพัฒนาอุตสาหกรรมฟู้ดทรัคแบบคู่ขนาน ผ่าน 5 มาตรการสำคัญ เร่งบ่มเพาะผู้ประกอบการให้เข้มแข็ง ขยายคลัสเตอร์ เชื่อมโยงตลาดสากล หนุนเงินลงทุน ตั้งเป้าส่งเสริมผู้ประกอบการสุ่ธุรกิจฟู้ดทรัค 3,500 ราย คาดว่าก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,260 ล้านบาท

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมร้านจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ หรือ ฟู้ดทรัค มีการเติบโตที่อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีรถฟู้ดทรัคกว่า 1,500 คัน ทั่วประเทศ แบ่งเป็นอาหารคาวร้อยละ 57 อาหารหวานร้อยละ 14 และเครื่องดื่มร้อยละ 29 ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในกรุงเทพฯกว่าร้อยละ 70 ที่เหลือ ร้อยละ 30 อยู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งจากการเติบโตที่รวดเร็วนี้ ทำให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ กลุ่มฟู้ดทรัคให้มีศัยกภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงได้ดำเนินการนำร่องรวมกลุ่มผู้ประกอบการเป็นฟู้ดทรัคคลัสเตอร์ ผ่านการจัดกิจกรรมบ่มเพาะ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจว่าผู้ประกอบการฟู้ดทรัคมีคุณภาพและมาตรฐาน โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 136 ราย และในปีพ.ศ. 2562 นี้ กสอ. ยังมุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมฟู้ดทรัค โดยชูแนวคิดพัฒนาอุตสาหกรรมแบบคู่ขนาน เร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการฟู้ดทรัคคลัสเตอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ผ่าน 5 มาตรการ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดฟู้ดทรัคที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในสังคม ซึ่ง กสอ. ได้ร่วมมือกับ 7 หน่วยงาน ได้แก่ กรมอนามัย กรมการขนส่งทางบก สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สถาบันอาหาร สถาบันยานยนต์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดทำขอบเขตมาตรฐาน โดยอ้างอิงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยงาน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ ด้านมาตรฐานความปลอดภัยและชีวอนามัย ทั้ง คน ครัว รถ และ ตลาด (Smart 4 Food Truck) ให้ผู้ประกอบการนำไปปรับใช้ในธุรกิจฟู้ดทรัคได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีมาตรการการพัฒนาบ่มเพาะผู้ประกอบการฟู้ดทรัคให้เข้มแข็ง ผ่านการอบรม “บันได 5 ขั้น สู่ความสำเร็จในธุรกิจฟู้ดทรัค” โดย กสอ. ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมสัมมนาสร้างความตระหนักในธุรกิจฟู้ดทรัคในจังหวัดต่าง ๆ อาทิ กรุงเทพฯ พิษณุโลก เชียงใหม่ และนครราชสีมา รวมทั้งได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมพัฒนาผู้ประกอบการฟู้ดทรัคให้ได้มาตรฐาน ซึ่งมีผู้เข้าร่วม จำนวน 104 ราย และมีผู้ผ่านการอบรมแล้ว 2 รุ่น รวมจำนวนทั้งสิ้น 44 ราย ซึ่งจัดพิธีมอบเกียรติบัตร SMART 4 ในวันนี้ด้วย รวมถึง มาตรการการพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมฟู้ดทรัคในระดับประเทศ ด้วยการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการฟู้ดทรัคและผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับฟู้ดทรัค เกิดเป็น”เครือข่ายฟู้ดทรัคคลัสเตอร์ประเทศไทย” ซึ่ง กสอ. มีแผนขยายคลัสเตอร์ฟู้ดทรัคไปสู่จังหวัดสำคัญ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา ชลบุรี ภูเก็ต และเชียงราย มาตรการการเชื่อมโยงสู่ตลาดฟู้ดทรัค ซึ่ง กสอ. จะเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการในคลัสเตอร์นี้ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง Big Brothers เครือข่ายภาครัฐและเอกชน โดยตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา กสอ. ได้นำผู้ประกอบการฟู้ดทรัค ไปทดสอบตลาดทั้งในและต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 25 ล้านบาท และมาตรการสุดท้าย ความพร้อมทางด้านเงินทุน โดย กสอ. ได้ปรับเกณฑ์การพิจารณาและประเภทของธุรกิจในการขอสินเชื่อจากโครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทยให้รองรับกลุ่มธุรกิจฟู้ดทรัค โดยมีอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 4 และมีวงเงินในการขอสินเชื่อถึง 1 ล้านบาท”กสอ. มุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการฟู้ดทรัค ให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม เกิดความเข้มแข็ง และมีความยั่งยืน โดยคาดว่าปีนี้ จะส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการฟู้ดทรัคได้มากกว่า 3,500 ราย และคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,260 ล้านบาท” นายกอบชัย กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2987918

Related links

SMEs แห่ใช้ ศูนย์ Thai-IDC

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) โชว์ผลการดำเนินงานปีงบประมาณพ.ศ.2561 เอสเอ็มอีตื่นตัวใช้บริการ ศูนย์ ITC 4.0 กว่า 3,000 ราย ปั้นผลิตภัณฑ์ต้นแบบกว่า 1,300 ผลิตภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 2,500 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์ Thai-IDC โชว์ปั้นนักออกแบบ 300 ราย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 2,875 ล้านบาท สำเร็จเกินคาดหมาย เดินหน้าทุ่มปี พ.ศ. 2562 ดันเอสเอ็มอีใช้บริการ ศูนย์ทั้ง 2 ศูนย์ ปูพรมสร้างเอสเอ็มอี 4.0 สอดรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (Industry Transformation Center 4.0:ITC 4.0) เพื่อการขับเคลื่อนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถปรับโครงสร้างการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ผ่านกลไกของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 ที่มีอยู่ทั่วประเทศ 105 แห่ง ในปีงบประมาณปีพ.ศ. 2561 พบว่ามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาใช้บริการทั้งสิ้น 3,000 ราย สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้ทั้งสิ้น 1,300 ผลิตภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจประมาณ 2,500 ล้านบาท นับเป็นการยกระดับเอสเอ็มอีให้สามารถต่อยอดนวัตกรรม และงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

​ปัจจุบันศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 มีกระจายครอบคลุมทั่วประเทศ 105 แห่ง โดยเป็นการดำเนินงานของ กสอ. 13 แห่ง คือ ส่วนกลางที่ กสอ. กล้วยน้ำไท 1 แห่ง ส่วนภูมิภาคตั้งอยู่ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคทั้ง 12 แห่ง และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด 76 แห่ง นอกจากนี้ยังร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่เป็นเครือข่ายพร้อมให้บริการ ประกอบด้วย ITC-SME ดำเนินการโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) 13 แห่ง CoRE-ITC ดำเนินการโดยสถาบันไทย-เยอรมัน บริการด้านระบบอัตโนมัติ 1 แห่ง Food-ITC ดำเนินการ โดยสถาบันอาหาร บริการด้านอาหาร 1 แห่ง และ Recycle-ITC ดำเนินการโดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) บริการด้านการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ 1 แห่ง

​นอกจากนี้ กสอ. ยังได้ขยายขอบเขตการทำงานของศูนย์ ITC 4.0 เชื่อมโยงไปยังศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Thailand-Industrial Design Center:Thai-IDC) ที่มีอยู่ 13 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยการเชื่อมโยงบูรณาด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยในปี พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้ให้บริการในด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย การบริการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ จำนวน 530 ผลิตภัณฑ์ เชื่อมโยงนักออกแบบสู่สถานประกอบการเพื่อพัฒนากระบวนการออกแบบ จำนวน 360 กิจการ สร้างนักออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ 300 ราย พัฒนาองค์ความรู้ด้านการออกแบบแก่บุคลากร จำนวน 1,780 ราย ก่อให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจ 2,875 ล้านบาท

​“สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 รวมถึงศูนย์ Thai-IDC ในช่วงปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้การตอบรับในการใช้บริการทั้ง 2 ศูนย์ เป็นจำนวนมาก สามารถสร้างมูลค่ารวม 5,375 ล้านบาท ด้วยการบริการของศูนย์ทั้ง 2 แห่ง ที่มีเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมทั้งการพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายกอบชัยกล่าว

​​นายกอบชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวอย่างของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้ามาใช้บริการศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 จนสามารถยกระดับการพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม อาทิ บริษัท บัวทอง ฟู้ด แอนด์ เบเวอร์เรจส์ ประเทศไทย ผู้ผลิตอัญชันมะนาวผงสำเร็จรูปพร้อมชงและเก็กฮวยผงสำเร็จรูปพร้อมชง จังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้ามาใช้บริการศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 ในการออกแบบปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ใหม่ พร้อมออกแบบฉลากสินค้าเพื่อสร้างแรงจูงใจในการซื้อสินค้า ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น 147,000 บาทต่อปี

​บริษัท เคอร่าไทล์ จำกัด ผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิก เข้ามาใช้บริการศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จ.ลำปาง ในด้านการลดต้นทุนวัตถุดิบและเชื้อเพลิง โดยการรีไซเคิลจากวัสดุแก้วเหลือใช้มาเป็นส่วนผสมในน้ำยาเคลือบกระเบื้องเซรามิก ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าได้ 250 ล้านบาทต่อปี ​และบริษัท ทีเอ็นฟาร์ม เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตสมุนไพรผสมถั่งเช่าและถั่งเช่าสกัดแคปซูล ใช้บริการศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 7 จ.อุบลราชธานี ในการปรับปรุงโรงเพาะเลี้ยงถั่งเช่าให้เป็นระบบ สมาร์ทฟาร์มมิ่งเพื่อสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้น มีการออกแบบพัฒนาฉลากและบรรจุภัณฑ์ โดยนำระบบซอฟท์แวร์ 3 มิติ มาใช้ผลิตต้นแบบที่เสมือนจริง ก่อนตัดสินใจผลิตบรรจุภัณฑ์จริง ทำให้ตรงกับ ความต้องการของผู้ผลิต สามารถเพิ่มยอดขาย 1,800,000 บาทต่อปี

ที่มา : M Report

Related links