ตลาดหลักทรัพย์จับมือห้องสมุดทั่วประเทศลดโลกร้อน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง ถูกมองว่าเป็นตัวการหลักที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงทุกภาคส่วนล้วนมีส่วนในการปล่อยก๊าซทั้งสิ้น แม้แต่ “ห้องสมุด” ที่หลายคนนึกไม่ถึงว่าจะเป็นตัวปล่อยคาร์บอน ไม่น้อย เพราะเป็นแหล่งที่มีการใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดในโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือตามสถานที่ต่างๆ ก็ตามที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ช่วงหลังๆ มานี้จึงมีการพูดถึงห้องสมุดสีเขียว หรือ Green Library มากขึ้น นอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศให้น่าเข้ามากขึ้นแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงได้จับมือกับสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขยายความร่วมมือการลดภาวะโลกร้อนสู่พันธมิตรภาคสังคม ดำเนินโครงการ “Library: Care the Bear” จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ วิธีลดโลกร้อนแบบ Eco Library แก่บรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่ห้องสมุด เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายกฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจและภาคสังคมต่างเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อการประกอบธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสภาวะโลกร้อน ซึ่งจากข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก  ปี 2556 ที่ระบุว่า ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 350 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี สูงเป็นอันดับ 21 ของโลกนั้นเป็นตัวเลขที่น่ากังวล และหวังว่าทุกหน่วยงานจะตระหนักร่วมกันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบภาวะโลกร้อนเพิ่มมากขึ้น โดยที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ริเริ่มรณรงค์การลดภาวะโลกร้อนในมิติของผู้บริโภคผ่านโครงการ Care the Bear เมื่อปีที่ผ่านมา โดยตั้งแต่เดือน ก.ค.-ธ.ค.2561 ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ 33 องค์กรพันธมิตรภาคตลาดทุนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการจัดกิจกรรมแบบรักษ์โลก (Eco Event) แล้ว 1,472 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่ 163,509 ต้น ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากเราลดปริมาณการปล่อยไปพร้อมกับปลูกต้นไม้ได้เป็นแสนๆ ต้นก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก และในปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยายความร่วมมือสู่พันธมิตรภาคสังคม พร้อมต่อยอดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และธุรกิจเพื่อสังคม สู่การปลูกต้นไม้จริง

ด้านศาสตรเมธีสุวคนธ์ ศิริวงศ์วรวัฒน์ อุปนายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ใน พระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า สมาคมได้จัดทำมาตรฐานห้องสมุดสีเขียวเพื่อส่งเสริมบทบาทการให้บริการความรู้เรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบไปด้วยหลายหมวดหมู่ ตั้งแต่การดูแผนการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการห้องสมุดด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านกายภาพและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาคารห้องสมุดควรมีโครงสร้างพื้นฐานหรือลักษณะทางกายภาพที่เอื้อต่อการลดการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการใช้เทคโนโลยีในการบริการและบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งต้องมีการกำหนดมาตรการในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า ฯลฯ โดยโครงการ “Library: Care the Bear” ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างจิตสำนึกและปลูกฝังพฤติกรรมที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนให้แก่เยาวชนและสังคม ปัจจุบันมีห้องสมุดสนใจร่วมโครงการแล้วกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ คาดว่าจะกระจายความรู้และส่งเสริมพฤติกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนแก่เยาวชนและสังคม เพื่อเกิดเป็นพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ให้แก่ผู้ใช้บริการห้องสมุดกว่า 600,000 คนต่อปี พร้อมติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน โดยจะมอบรางวัลและเกียรติบัตรแก่ห้องสมุดที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนจากการดำเนินงานได้สูงสุดอีกด้วย

สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการฯ ได้ให้ความรู้เรื่องของ Green Library และ Eco Library โดย ดร.นงรัตน์ อิสโร นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติราชการประจำสำนักงาน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี กล่าวว่า ความไม่รู้คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด บทบาทหน้าที่ของห้องสมุดควรจะให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องกับคนทั่วไป ตนอยากให้ลองไปถามเยาวชนนักศึกษาที่เข้ามาใช้บริการห้องสมุดดูว่าพวกเขาเข้าใจคำว่าสภาพอากาศ กับสภาพภูมิอากาศหรือไม่ สภาพอากาศคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แต่สภาพภูมิอากาศคือสิ่งที่เกิดยาวนานเป็นฤดูกาล และตอนนี้เรากำลังเผชิญอยู่กับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงและส่งผลให้วิถีชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงตาม ทุกคนทราบอยู่แล้วว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกของเราคืออุณหภูมิสูงขึ้น ร้อนมากขึ้น เกิดพายุและน้ำท่วมบ่อยขึ้น แต่จะบอกว่าทั้งหมดเป็นผลมาจากอุณหภูมิของโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่ว่าเพิ่มขึ้นยังไม่ถึง 1 องศาเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีความรุนแรงขนาดนี้ ถ้าหากอุณหภูมิโลกเปลี่ยนแปลงเป็น 1.5-2 องศา แน่นอนว่าความรุนแรงที่เรารู้สึกในวันนี้จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก แล้วเราจะทำอย่างไรให้ทุกคนรับรู้และรู้สึกถึงความน่ากลัวที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

Related links