AVEVA และ OSISOFT รวมพลังเร่งการแปลงข้อมูลดิจิทัลของโลกอุตสาหกรรม

รวบรวมผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนลูกค้าในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ขับเคลื่อนความยั่งยืน และสร้างมูลค่าที่มากขึ้น

AVEVA ผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมและ OSIsoft ผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์และบริการข้อมูลอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์ ได้ประกาศข้อตกลงให้ AVEVA เข้าซื้อ OSIsoft ในราคา 5.0 พันล้านดอลลาร์ AVEVA และ OSIsoft จะรวมผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมกันเข้าด้วยกัน โดยนำซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมและการจัดการข้อมูลเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมและองค์กรที่สำคัญเร่งกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเ นื่องจากประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น ความยั่งยืน และความยืดหยุ่นกลายเป็นความต้องการเร่งด่วนสำหรับลูกค้า

ซอฟต์แวร์การจัดการข้อมูลของ OSIsoft จะช่วยเสริมข้อเสนอด้านวิศวกรรม การดำเนินงาน และประสิทธิภาพแบบครบวงจรของ AVEVA การผสานรวมระบบ PI ของ OSIsoft เข้ากับกลุ่มซอฟต์แวร์ที่ครอบคลุมของ AVEVA จะสร้างรากฐานข้อมูลแบบบูรณาการ ที่สามารถขับเคลื่อน big data ระบบคลาวด์ และข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่มีความหมายสำหรับลูกค้า การรวมกันนี้ช่วยให้ AVEVA เติบโตและกระจายความหลากหลายของอุตสาหกรรมที่ให้บริการตลอดจนขยายฐานการผลิตต่อไปในตลาดและพื้นที่ปัจจุบันและตลาดใหม่ๆ

AVEVA และ OSIsoft สามารถนำเสนอโซลูชั่นแบบ full-stack ที่ครอบคลุมทั้งรูปแบบการปรับใช้ขอบเขต โรงงาน และองค์กร ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของ AVEVA ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการดำเนินงาน 93 ปี พวกเขาแบ่งปันประวัติศาสตร์ของการตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพัฒนาอย่างรวดเร็วของลูกค้าในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสร้างขึ้นจากรากฐานของความเป็นศูนย์กลางของลูกค้าและความสามารถระดับโลก นอกเหนือจากการแบ่งปันพอร์ตโฟลิโอโซลูชันเสริมแล้ว ธุรกรรมนี้ยังช่วยยืนยันความเป็นผู้นำของ AVEVA ในด้านดิจิทัลและ IIoT อีกด้วย

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3158548

Related links

บริษัทลูก “อัครา” โผล่เมืองจันท์ ขออาชญาบัตรพิเศษเหมืองทอง

เมืองจันท์รุมค้าน “ริชภูมิ ไมนิ่ง”บริษัทลูก อัครา รีซอร์สเซส ดอดขออาชญาบัตรพิเศษแร่ทอง หวั่นทำลายสิ่งแวดล้อมวิถีเกษตร ปนเปื้อนแหล่งน้ำ EEC ซ้ำรอยเหมืองอัครา กระทรวงอุตฯแจ้งจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ให้ใบอนุญาต คัดค้านในพื้นที่ทำได้ อุตฯจังหวัดแค่ปิดประกาศ เครือข่ายประชาชนยันค้านมาตลอด

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานความเคลื่อนไหวของชาวจังหวัดจันทบุรีที่รวมพลังกันออกมา “ต่อต้าน” การขออาชญาบัตรพิเศษแร่ทองคำของบริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง ตามคำขอที่ 8/2549 กับ 9/2549 เนื้อที่ 14,650-0-0 ไร่ รวม 2 แปลง ใน ต.พวา-สามพี่น้อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี หลังจากที่อุตสาหกรรมจังหวัดจันทบุรี (น.ส.กาญจนา ทัพป้อม) ได้ปิดประกาศไว้ในท้องที่ จนปรากฏกระแสการต่อต้านคัดค้านทั้งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชน ภาคประชาชนชาวจังหวัดจันทบุรีอย่างกว้างขวาง

ล่าสุด ประชาชนใน 2 ตำบล (พวา-สามพี่น้อง) ร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี ส.ส.จังหวัดจันทบุรี และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เตรียมยื่นหนังสือ “คัดค้าน” การออกอาชญาบัตรพิเศษแร่ทองคำต่อ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถกระทำได้

จากการตรวจสอบของ “ประชาชาติธุรกิจ” พบว่า บริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง แท้ที่จริงแล้วเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กับกลุ่มคิงสเกท แคปปิตอล ออสเตรเลีย ซึ่งกำลังมีข้อพิพาทกับรัฐบาลไทย ในกรณีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 72/2559 สั่งระงับการอนุญาตให้สำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ การต่ออายุประทานบัตรและการต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมแร่ทองคำของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส ในพื้นที่รอยต่อของจังหวัดพิจิตร-เพชรบูรณ์-พิษณุโลก มาตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 โดยคดีนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่กลุ่มคิงสเกทฯ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย

ทั้งนี้ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส และกลุ่มคิงสเกท แคปปิตอล ได้เข้าไปถือหุ้นในบริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง ผ่านบริษัทต่าง ๆ ถึง 3 ทอด โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง ได้แก่ บริษัท อิสระ ไมนิ่ง (99.9988%) ในขณะที่บริษัท อิสระ ไมนิ่ง ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็คือ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) (51%) กับบริษัท คิงสเกท แคปปิตอล ออสเตรเลีย (49%) มีสถานที่ตั้งบริษัทอยู่ในเลขที่เดียวกันคือ 99 หมู่ที่ 9 ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร อีกทั้งยังมีกรรมการบริษัทเป็นบุคคลชุดเดียวกัน คือ นายรอส อเล็กซานเดอร์ คอยส์, นายสิโรจ ประเสริฐผล, นายเจมี่ ลี กิ๊บสัน และนายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ เฉพาะ 3 คนแรกยังดำรงตำแหน่งกรรมการ ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม คำขออาชญาบัตรพิเศษแร่ทองคำทั้งประเทศจากการตรวจสอบข้อมูลมีอยู่ประมาณ 13 บริษัท คิดเป็นจำนวนแปลง 167 แปลง เนื้อที่ 1,428,412-2-00 ไร่ เฉพาะกรณีของบริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง เคยยื่นคำขออาชญาบัตรพิเศษไว้ 4 จังหวัด ประกอบไปด้วย ระยอง-พิษณุโลก-จันทบุรี-ลพบุรี เนื้อที่ประมาณ 127,687 ไร่

ที่มา https://www.prachachat.net/local-economy/news-516896

Related links

สสว. จับมือ ส.อ.ท. และ CPN เปิดงาน “Fresh Farm Market” สร้างรายได้ให้กลุ่ม SME ธุรกิจเกษตร กว่า 5 ล้านบาท

นางลักขณา ตั้งจิตนบ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจ SMEs สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) (ที่ 2 จากซ้าย) นางสาวปภาวี สุธาวิวัฒน์ รองประธานสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) (ที่ 1 จากซ้าย) และนายปิยะ ช้างเขียว ผู้จัดการแผนการตลาด ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ (ที่ 2 จากขวา) ร่วมพิธีเปิดงาน “Fresh Farm Market รวมของเด็ด สินค้าเกษตร” กิจกรรมทดลองตลาดภายใต้โครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Early-Stage) ปี 2563 โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 30 ร้านค้า และมีสินค้ามากกว่า 100 รายการ ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ มั่นใจสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ SME ธุรกิจเกษตรกว่า 5 ล้านบาท

ที่มา www.ryt9.com/s/prg/3154904

Related links

พลังงานความเย็นจากแอลเอ็นจี สู่นวัตกรรมผลผลิตพืชเมืองหนาว

พลังงานในการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญของไทยก็คือก๊าซธรรมชาติ ที่ส่วนใหญ่ได้มาจากอ่าวไทย และแหล่งก๊าซในประเทศเมียนมา อย่างไรก็ตาม จากความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นประกอบกับแหล่งก๊าซดั่งเดิมที่ลดลง ทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี จากต่างประเทศเข้ามาผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม

 โดย แอลเอ็นจี ที่นำเข้ามานี้จะถูกขนส่งทางเรือในสถานะของเหลวที่อุณหภูมิ -160 องศาเซลเซียส  ซึ่งจะถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นก๊าซโดยแลกเปลี่ยนความร้อนกับน้ำทะเล โดยการปล่อยให้ แอลเอ็นจี ไหลผ่านท่อจากด้านล่างขึ้นไปยังด้านบนในขณะที่ท่อน้ำทะเลจะปล่อยน้ำทะเลจากด้านบนลงสู่ด้านล่างทางด้านนอกของท่อ แอลเอ็นจี ซึ่งความร้อนจากน้ำทะเลนี้ จะทำให้ แอลเอ็นจี เปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซโดยไม่มีการสัมผัสกัน

อย่างไรก็ตาม วิธีการเปลี่ยน แลอเอ็นจี เป็นก๊าซธรรมชาติที่กล่าวมาขั้นต้น แม้ว่าจะมีต้นทุนที่ต่ำ แต่ก็เป็นการนำความเย็นที่เกิดขึ้นมาทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์ ดังนั้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทในกลุ่มคือ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG) จึงได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตนำความเย็นที่เกิดขึ้นมาปลูกพืชเมืองหนาว เพื่อนำสิ่งที่เหลือทิ้งมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะภาคการเกษตร สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจากการปลูกพืชเมืองหนาว และยังเป็นการสร้างฐานความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อถ่ายทอดให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดระยองต่อไป

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/894318?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=business

Related links

แห่ตั้งโรงไฟฟ้าเวียดนาม รับดีมานด์พุ่ง-ลงทุนง่าย

เอกชนไทยแห่ลงทุนโรงไฟฟ้าเวียดนามนับ 10 โครงการ บี.กริม-กัลฟ์ จ่อลงทุนโรงไฟฟ้า LNG ร่วม 1 หมื่นเมกะวัตต์ ด้าน “นักวิชาการ” ชี้ “เวียดนาม”ปัจจัยบวกเพียบทั้งดีมานด์การใช้เพิ่มจีดีพีโต รัฐบาลกระตุ้นลงทุน แต่เงื่อนไขการลงทุนยังไม่ “ประกันการรับซื้อไฟฟ้าขั้นต่ำ” ส่วนไทยจีดีพีติดลบ ดีมานด์หด กำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกินล้น 40% ขอใบอนุญาตยาก เตรียมปฏิรูประบบขอใบอนุญาตง่ายต่อธุรกิจ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่าในช่วงครึ่งปีแรก 2563 มีบริษัทเอกชนผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของไทยหลายรายที่ประกาศขยายการลงทุนไปที่ประเทศเวียดนาม อาทิ บี.กริม พาวเวอร์, กัลฟ์, ซุปเปอร์, ราชกรุ๊ป นับรวม 10 โครงการ (กราฟิก) แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก แต่การลงทุนอุตสาหกรรมนี้ในเวียดนามยังคึกคัก

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บี.กริม เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทมีโรงไฟฟ้าโซลาร์ที่เวียดนาม 2 โรง ขนาดกำลังการผลิตรวม 677 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเร็ว ๆ นี้จะทำโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) จาก LNG ขนาด 3,000 เมกะวัตต์ ใกล้โฮจิมินห์

“ตอนนี้กำลังศึกษาร่วมกับโลคอลพาร์ตเนอร์เจ้าใหญ่ คาดว่าถ้าไม่โชคร้ายในปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าจะเซ็นสัญญาได้ โดยสามารถเข้าถือหุ้นได้มากถึง 70%”

แม้เวียดนามประสบปัญหาเรื่องโควิดมีผู้ติดเชื้อประมาณ 300 คน แต่จีดีพียังขยายตัว 4-5% จากเดิมที่วางไว้ 6-7%ต้องยอมรับว่าการขยายตัวอุตสาหกรรมในเวียดนามพุ่งแรงมาก และพื้นที่ทางภาคใต้ยังมีปัญหาไฟฟ้าขาด ส่วนภาคเหนือยังมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

ที่มา https://www.prachachat.net/economy/news-503196

Related links

ญี่ปุ่นเผยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 2.7%

กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. ปรับตัวขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.

โดยดัชนีการผลิตที่โรงงานและเหมืองแร่อยู่ที่ระดับ 80.8 หลังจากที่ปรับตัวลดลง 8.9% ในเดือนพ.ค. ขณะที่ดัชนีการขนส่งภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.2% แตะระดับ 80.8 และดัชนีสินค้าคงคลังลดลง 2.4% แตะที่ 100.8

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า กระทรวงฯ คาดการณ์โดยพิจารณาจากผลสำรวจความเห็นของกลุ่มผู้ผลิตว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้น 11.3% ในเดือนก.ค. และเพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค.

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq28/3145978

Related links

ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 63 ขยับขึ้นต่อเนื่อง หลังคลายล็อกดาวน์

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย.63 อยู่ที่ระดับ 80.0 เพิ่มขึ้นจากระดับ 78.4 ในเดือนพ.ค.63 โดยค่าดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 จากปัจจัยบวกที่รัฐบาลผ่อนปรนมาตรการควบคุมโควิด-19 ระยะที่ 3 และ 4 รวมทั้งยกเลิกคำสั่งห้ามออกนอกเคหะสถาน (เคอร์ฟิวส์) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

ขณะที่ด่านการค้าชายแดน เริ่มทยอยเปิดในหลายพื้นที่ ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าไทย นอกจากนี้ ตลอดเดือนมิ.ย. จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายวันอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แต่ยังคงต่ำกว่าระดับ 100 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อสภาพคล่อง และการเข้าไม่ถึงสินเชื่อโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดย่อม ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งต้นทุนประกอบการสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่งโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq03/3144366

Related links

ระดมกำลังคุมเข้มเวทีรับฟังความเห็น “นิคมฯ จะนะ”

เช้านี้ ศอ.บต.จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการเขตเศรษฐกิจเฉพาะกิจ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผังเมืองจากสีเขียวเป็นสีแดง โดยมีทั้งผู้สนับสนุนและกลุ่มคัดค้านเข้าร่วม ขณะที่เจ้าหน้าที่จัดกำลังตำรวจดูแลกว่า 1,000 นาย

วันนี้ (11 ก.ค.2563) ที่โรงเรียนจะนะวิทยา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 9 และชุดควบคุมฝูงชน ระดมกำลังเข้าภายในโรงเรียนและรอบนอก ระบุว่าเป็นการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ สำหรับเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะกิจ อ.จะนะ จ.สงขลา ที่จัดขึ้นโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

ที่มา https://news.thaipbs.or.th/content/294472

Related links

“อ.ทวีสุข” ชี้หลายอุตสาหกรรมเตรียมล้มละลาย แนะอย่ายื้อจมกองหนี้

“อ.ทวีสุข” ชี้ คลื่นสึนามิล้มละลาย กระทบอุตสาหกรรมการบิน โรงแรม รถยนต์ แนะรัฐสื่อสารให้เข้าใจ หวั่นกู้เงินจมกองหนี้ สุดท้ายไปไม่รอดอยู่ดี เชื่อ ธปท.- ก.ล.ต. มาถูกทาง ระบบธนาคารในไทยจะไม่ล้มละลายแบบปี 40 ขอแค่คนในประเทศอย่าแพนิกข่าวลือ แห่ถอนเงิน ถอนกองทุน

อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ร่วมสนทนาในรายการ “คนเคาะข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง “นิวส์วัน” ในหัวข้อ “สึนามิล้มละลาย ภาค 2 โควิดตัวเร่งโละระบบโลก”

โดย อ.ทวีสุข กล่าวว่า คลื่นสึนามิการล้มละลาย เราจะเห็นภายในปีนี้ มันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในไตรมาสที่ 3 ไปจนถึงไตรมาสที่ 4 ของปีหน้า ตอนนี้สภาวะเศรษฐกิจโลกและหลายๆ อย่าง เหมือนเรือกำลังจะวิ่งชนเทือกเขาน้ำแข็งใหญ่ ชนแน่ๆ แก้ได้เพียง 2 วิธี คือ ปล่อยให้ชนเต็มที่ หรือชะลอความเร็ว ให้ชนเบาที่สุด

สิ่งที่ทำวันนี้ จีนทำได้ เขาเริ่มวางโครงสร้างของนิวอีโคโนมิก ซึ่งวางมาประมาณ 5 ปีแล้ว เศรษฐกิจเขาก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ จีนจะเหมือนเป็นตัวนำระบบโลกใหม่เลย โลกหลังจากนี้จะแยกออกเป็น 2 ฝั่ง และแต่ละประเทศจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่จะมีจุดรวมซึ่งกันและกัน
ถ้าพวกระบบอุตสาหกรรมเก่าล้มละลาย มันจะทำให้ตัวระบบธนาคารทั่วโลกล้มละลายตามไปด้วย คนที่เข้ามาเป็นพระเอก คิดว่าน่าเป็นองค์กรกลางระดับโลก อย่าง IMF แล้วธนาคารโลกอาจเข้าให้ความช่วยเหลือด้านการเงินกับตัวธนาคาร และแทนที่ระบบด้วยการวางดิจิทัลเคอร์เรนซีเลย ซึ่งแบงก์ชาติของเราตอนนี้ก็ทำเฟสที่ 2 แล้ว เพื่อที่จะวางระบบ ระบบธนาคารก็เริ่มวางแพลตฟอร์ม นี่คือ โมเดลอันใหม่ ดังนั้น การทรุดตัวของเศรษฐกิจครั้งนี้ มันจะทำให้ระบบเก่าหายไปแบบฉับพลันเลย ซึ่งอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ตรงนี้

อ.ทวีสุข กล่าวถึงกรณี ธปท.สั่งแบงก์พาณิชย์ห้ามจ่ายปันผล ห้ามซื้อหุ้นคืน ว่า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ผู้คุมกฎ 2 ฝ่าย ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. กำลังใช้โมเดลลักษณะของการเป็น Active Management โดยธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้นำในการตรวจสอบระบบความเสี่ยง ตนเข้าใจว่าทำมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้บอกสื่อ

มารอบนี้เห็นความเสี่ยง เนื่องจากทบทวนตัวเลขของผู้ยื่นชำระหนี้ และเข้าไปตรวจสอบ ในเวลา 2 เดือน ก็ค้นพบแล้วว่า นี่คือสึนามิลูกใหญ่ที่ก่อให้เกิดหนี้เสียของระบบธนาคาร ดังนั้น จึงต้องเก็บเงินเพื่อเป็นสำรองของระบบธนาคาร ตรงนี้แบงก์ชาติกล้าตัดสินใจ ตนไม่เชื่อว่า ระบบธนาคารในไทยจะเข้าสู่ภาวะล้มละลายแบบปี 40 ถ้าไม่มีใครไปวางยาให้เกิดแพนิก ถ้าการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. ทำงานร่วมกันแบบนี้ ซึ่งที่ทำอยู่มาถูกทาง แต่มันยังมีคลื่นใหญ่รออยู่

ปี 40 จุดเริ่มต้นมีการปล่อยข่าวให้เทขายตราสารหนี้ของ บลจ. แห่งหนึ่ง หลังจากนั้น มันลามไปถึงการถอนเงินจากธนาคาร มันเลยทำให้ทุกอย่างล้มเป็นโดมิโนไปหมด

ฉะนั้น พวกเราต้องระวัง จะมีกลุ่มคนที่อยู่ในอุตสาหกรรม พยายามที่จะปล่อยข่าว อย่างกรณีการเทขายตราสารหนี้ เทขายล็อตใหญ่จริง แต่ทำไมต้องปล่อยข่าวลือว่ามีการขายโน่นขายนี่ บางคนออกมาพูดว่าตราสารหนี้จะเริ่มไม่ดี ตราสารหนี้ในเมืองไทยอ่อนแอ แต่เห็นล่าสุดบอกให้รัฐบาลสร้างหนี้อีก 2 ล้านล้าน เพื่อไปอุ้มเอสเอ็มอี พวกนี้อยากให้ประเทศก่อหนี้ขึ้นไปจนถึงระดับที่สูงเกินกว่าจีดีพีที่เราจะรับได้ ก็คือ 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ฉะนั้น ถ้าประเทศก่อหนี้ขึ้นไปแล้วไม่เกิดมูลค่า ปีหน้าหนักกว่านี้ เราไม่มีเครื่องมือทางการเงินเหลือแล้ว นี่คือเงินคงคลังก้อนสุดท้าย เราก่อหนี้เพิ่มไม่ได้แล้ว

อ.ทวีสุข กล่าวอีกว่า ต้องยอมรับว่า วันนี้ ต้องมีการบาดเจ็บล้มตาย แต่ขอให้สื่อสารให้ทุกคนเข้าใจว่าเขาไปต่อไม่ไหวแล้ว ไม่ใช่ผลัดไปทีละเดือนๆ ไม่เช่นนั้น พวกเขาจะจมกองหนี้ สมมติเขาตัดตอนนี้เลย เจ็บแต่จบ แต่ถ้าจะต้องลากต่อไปจนถึงสิ้นปี จะไปขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ปรากฏหนี้เต็มหมด แต่กิจการก็ไม่รอดอยู่ดี การส่งสัญญาณแบบนี้ ขณะนี้รัฐบาลกำลังเป็นตัวปัญหาหรือเปล่า และฝ่ายที่กำลังช่วงชิงรัฐบาลกำลังสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาหรือเปล่า ในขณะที่ผู้คุมกฎกำลังบริหารเพื่อลดความเสี่ยง

ที่มา https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000066933

Related links

วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เซ็นสัญญากลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมการบิน พัฒนางานวิชาการสร้างกำลังคนอาชีวะ

นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมมือกับ กลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมการบิน ได้แก่ บริษัทซีเนียร์ แอร์โรสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไทย แอร์โรสเปซ อินดัสทรีส์ จำกัด และสนามบินหนองปรือ ในการร่วมเป็นพาร์ทเนอร์สนับสนุน และส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน และพัฒนาหลักสูตร รวมถึงการฝึกอบรมวิชาชีพในสาขาวิชาการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน สาขาวิชาช่างซ่อมอากาศยาน และสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบิน เพื่อพัฒนานักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้มีศักยภาพ ประสิทธิภาพ และทักษะด้านผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน รวมถึงการได้รับประสบการณ์จากการฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีสมรรถนะวิชาชีพที่ตรงตามมาตรฐาน

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การดำเนินความร่วมมือในครั้งนี้ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ ได้ใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอน และการจัดการในลักษณะของ ‘สัตหีบโมเดล’ คือการจับคู่การเรียนการสอนระหว่างวิทยาลัย และสถานประกอบการ โดยการยกห้องเรียนทั้งห้องเรียน หรือคลาสรูมในสาขาวิชานั้นๆ เพื่อมาเรียนกับบริษัท หรือสถานประกอบการแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยวิทยาลัย จะมีหน้าที่คัดสรรสาขาวิชา ร่วมกับ สถานประกอบการใน EEC ที่มีเครื่องมือ ความรู้ บุคลากร มีความชำนาญและในตลาดแรงงานมีความต้องการบุคลากรในสาขาวิชานั้นๆ สถานประกอบการจะเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตร เนื่องจากแต่ละสาขาวิชายังขาดครูอาจารย์ที่มีความรู้ มีความชำนาญจริงๆ โดยเฉพาะสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับ NEWS-Curve ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิตอล และอุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อการบริหารจัดการทั้งในการจัดตารางเรียน การพัฒนาหลักสูตร และการฝึกปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับการทำงานของบริษัทหรือสถานประกอบการ ซึ่งเป็นแนวทางในแผนการพัฒนาบุคลากรด้านกำลังคนระดับอาชีวศึกษา โดยมีการประเมินความสามารถในการผลิตกำลังคนอาชีวะเข้าสู่ตลาดในพื้นที่ EEC เพื่อรองรับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในปี 2564 และมีแนวโน้มในการประเมินคุณภาพ และมาตรฐานที่ดี และถ้าประสบความสำเร็จ ก็จะสามารถต่อยอดและขยายผลสร้างแรงงานทักษะสูงให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดได้ในอนาคต โดยไม่ต้องพึ่งแรงงานนำเข้า

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3134753

Related links