พลิกวิกฤติ สร้างโอกาส! กสอ. เปิดคอร์สเร่งด่วนสอนเอสเอ็มอี ขายออนไลน์ ดีเดย์ 27 มีนาคม ขานรับโควิด-19 ดันอีคอมเมิร์ซบูม

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดตัวโครงการอบรมออนไลน์ “ปั้น SMEs ค้าออนไลน์สู้วิกฤตโควิด-19″ ที่มาพร้อม 6 หลักสูตรเด็ด เพื่อเพิ่มทักษะผู้ประกอบการแบบเร่งด่วน 3 เดือน ดีเดย์ครั้งแรก 27 มีนาคมนี้ คาดผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมออนไลน์ 5,000 ราย พร้อมแนะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน เร่งปรับการตลาดและขยายช่องทางออนไลน์ (E-commerce) ผ่านออนไลน์มาร์เก็ตเพลส อาทิ ไทยแลนด์ โพสต์มาร์ท ลาซาด้า ช้อปปี้ อาลีบาบา อเมซอน และโซเชียลมีเดียขานรับวิกฤติโควิด-19 ดันอีคอมเมิร์ซเติบโต 20-50%

นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19) ภายในประเทศไทยส่งผลให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากออฟไลน์มาสู่ช่องทางออนไลน์ (E-commerce) มากขึ้น ทำให้ตลาดออนไลน์ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโต 20-50% (ข้อมูล: ลาซาด้า) ดังนั้น เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน ปรับเปลี่ยนมาดำเนินการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อทดแทนในช่วงที่พฤติกรรมของคนไทยชะลอการซื้อผลิตภัณฑ์ตามสถานที่สาธารณะและร้านค้าต่าง ๆ

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3109222

Related links

พิธีส่งมอบเครื่องจักร เครื่องมือและอุปกรณ์โครงการ “พัฒนานวัตกรรมยางธรรมชาติไทยสู่อุตสาหกรรมโลก”

กลุ่มบริษัทอินโนเวชั่น โดย บริษัท พี ไอ อินดัสทรี จำกัด ได้จัดทำโครงการ “พัฒนานวัตกรรมยางธรรมชาติไทยสู่อุตสาหกรรมโลก” โครงการระยะที่ 1 “Trang Model” โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง บจ. พี ไอ อินดัสทรี ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางเครือข่ายปะเหลียน และศูนย์บริการทดสอบรับรองภาคใต้ กยท.

โดย บจ. พี ไอ อินดัสทรี ได้จัดผู้เชี่ยวชาญเข้าวางระบบการการบริหารจัดการข้อมูล Traceability System ส่วนที่ 1 จัดทำโปรแกรมสำเร็จรูป NR TREK(R) และ NR Packing(R) ที่เชื่อมโยงข้อมูลการผลิตจากสหกรณ์ในเครือข่ายของชุมนุมฯ มายังโรงงานบรรจุยางฯ ส่วนที่ 2 จัดตั้งโรงงานบรรจุยางและศูนย์กระจายสินค้า ของชุมนุมฯ โดยจัดส่งวิศวกรเข้าไปดำเนินการออกแบบและติดตั้งระบบสายพานลำเลียง รวมถึงระบบชั่งน้ำหนักอัตโนมัติ เพื่อบรรจุหีบห่อผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนที่ 3 จัดตั้งห้องทดสอบความหนืดของยาง และจัดทำระบบควบคุมมาตรฐานห้องทดสอบ โดยบริษัทฯ ได้บริจาคเครื่องวัดความหนืดของยาง (Mooney Viscometer) และ ส่วนที่ 4 ดำเนินการวิจัยและสำรวจตลาดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางให้สนองตอบความต้องการของอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ มูลค่าโครงการระยะที่ 1 รวมทั้งสิ้น 2,100,000 บาท

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3106024

Related links

CNT ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โตแตะ 8,000 ลบ. หลังตุน Backlog 1.26 หมื่นลบ.

นายสุรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ กรรมการและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) (CNT) กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 63 จะเติบโตเป็น 8,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 7,347.86 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) รวม 12,655 ล้านบาท

ประกอบด้วยงานส่วนต่อต่อขยายท่าอากาศยานขอนแก่น, งานส่วนต่อขยายท่าอากาศยานกระบี่และโครงการก่อสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นต้น คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปีนี้ราว 7,000-8,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปีถัดไป

บริษัทยังอยู่ระหว่างรอผลประมูลงานใหม่ มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท โดยจะมีทั้งงานโครงการขนาดใหญ่ และงานโครงการขนาดกลาง-เล็ก เช่น โครงการขยายโรงพยาบาลย่านศรีนครินทร์ มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท คาดจะรู้ผลในเดือน เม.ย.นี้

งานก่อสร้างเกี่ยวกับระบบขนส่งทางราง ของภาครัฐ คาดจะรู้ผลในช่วงปลายไตรมาส 2/63 หรือช่วงต้นไตรมาส 3/63 และงานโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use) ของภาคเอกชน มูลค่าโครงการประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท รวมถึงยังมีโครงการขนาดกลาง-เล็กอีกประมาณ 3-4 โครงการ คาดจะทยอยรู้ผลตั้งแต่ไตรมาส 2/63

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ทิศทางตลาดก่อสร้างในปีนี้มองว่าส่วนใหญ่จะมาจากงานภาครัฐ โดยเฉพาะงานด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จะออกมามากขึ้น ส่วนงานภาคเอกชน ยังต้องติดตามสถานการณ์การแพ่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หากจบเร็วก็จะฟื้นตัวเร็ว โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่งานอาคารต่างๆ หรือที่อยู่อาศัยในปีนี้จะน้อยลง เนื่องจากยังมีจำนวนสินค้าเหลือขายในปริมาณที่สูง

นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งงบลงทุนปีนี้ไว้ 200 ล้านบาทในการปรับปรุงเครื่องจักร และซื้อเครื่องจักรใหม่รองรับการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเป็นหลัก โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจาการดำเนินงาน และการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ณ สิ้นปี 62 บริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ระดับ 2.22 เท่า

ที่มา https://www.infoquest.co.th/2020/7194

Related links

กระทรวงอุตสาหกรรมจีนเร่งภาคการผลิตอุปกรณ์การแพทย์เพื่อรับมือโควิด-19

กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ได้ผลักดันให้มีการผลิตและจัดส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องช่วยหายใจ และเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อที่จะรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ได้ดีกว่าเดิม

MIIT ระบุว่า อุปกรณ์ทางการแพทย์ชั้นสูงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อได้อย่างมาก ดังนั้นกลุ่มผู้ผลิตควรจะเร่งฟื้นการผลิต เพื่อไม่ให้กระทบห่วงโซ่อุปทาน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผู้ผลิตบางรายได้เริ่มกลับมาดำเนินการอีกครั้งในระหว่างวันหยุดเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19

ขณะที่ Mindray หนึ่งในผู้จัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ชั้นนำของจีน ได้ผลิตและส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์แล้วกว่า 35,000 ชิ้นให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศจีน เมื่อนับถึงวันที่ 17 ก.พ.

MIIT ย้ำว่า นอกเหนือจากการสร้างความมั่นใจว่า จะมีหน้ากากและชุดป้องกันที่เพียงพอแล้ว ยังควรจะให้ความสำคัญกับการผลิตและจัดส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์และยาให้เพียงพอด้วยเช่นกัน

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq29/3098968

Related links

PTTEP จับมือสวทช. หนุนพัฒนา EECi ร่วมวิจัย-พัฒนานวัตกรรมตอบโจทย์อุตสาหกรรม 4.0

บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) หรือปตท.สผ. และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามความร่วมมือการสนับสนุนการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม 4.0 โดยปตท.สผ. และ สวทช. จะดำเนินกิจกรรมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมกัน ทั้งด้านองค์ความรู้ การพัฒนาด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศในอนาคต

นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. หน่วยงานวิจัยและพัฒนา ในฐานะที่เป็นผู้บริหารโครงการ EECi ได้ดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ โดยมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก สำหรับความร่วมมือกับ ปตท.สผ. ในครั้งนี้ เป็นการประสานประโยชน์ร่วมกันในการเป็นพันธมิตรร่วมทางที่ดี ซึ่ง สวทช. ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และมุ่งเน้นถึงประโยชน์ของ EECi ที่จะเกิดขึ้นกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมยุค 4.0 การพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรมและระบบอัตโนมัติ และการยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ในสาขาต่าง ๆ ของทั้งสองฝ่ายและภาคส่วนอื่น ๆ ของประเทศ

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq05/3097862

Related links

แฮร์มา เคมิเคิลส์ ลงนามซื้อที่ดินสำหรับสร้างโรงงานแห่งใหม่ใน จ. ระยอง

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท แฮร์มา เคมิเคิลส์ จีแซด จำกัด ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมสัญชาติจีน ลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดินสำหรับสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง (WHA RIL) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) พร้อมเร่งเครื่องกำลังการผลิตพลาสติกไซเซอร์ชีวภาพและผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีชีวภาพอื่นๆ หลากหลายประเภท ให้สอดรับกับความต้องการที่สูงขึ้นของลูกค้าในภูมิภาค

บรรยายภาพ: นางสาวลัดดา โรจนาวิไลวุฒิ (กลางซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่ดิน และอาคารอุตสาหกรรม บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดินกับ มร. เคนท์ เติ้ง (กลางขวา) ประธานบริษัท แฮร์มา เคมิเคิลส์ จีแซด จำกัด โดยมีนายอภิศักดิ์ คามวัลย์ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่ดินอุตสาหกรรม บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของทั้งสองบริษัท เข้าร่วมในพิธี

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3093984

Related links

บสย.จับมือ 18 สถาบันการเงินคิกออฟ”ต่อเติม เสริมทุน SMEs สร้างไทย”คาดล็อตแรกจ่อคิวร่วมโครงการทะลุหมื่นราย

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ มาตรการ “ต่อเติม เสริมทุน SMEs สร้างไทย” ระหว่างบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และ 18 สถาบันการเงิน

รมว.คลัง ระบุว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกและประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาท สงครามการค้า ย่อมจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการ SMEs ไทยอย่างแน่นอน แต่ในวันนี้ รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือ SMEs ให้มีสภาพคล่อง โดยมีความร่วมมือที่เข้มแข็งจากผู้นำระดับสูงของ 18 ธนาคารร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ตอกย้ำการแสดงเจตจำนงในขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งทุน โดยใช้เครื่องมือของรัฐเป็นกลไกสำคัญ โดยจัดสรรวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 60,000 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม 2 ปี

มาตรการ “ต่อเติม เสริมทุน SMEs สร้างไทย”มีเป้าหมายช่วยผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังประสบปัญหาการดำเนินธุรกิจให้เดินต่อไปได้ ภายใต้มาตรการนี้ยังได้ผ่านการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนปัญหาและอุปสรรครอบด้าน ระหว่างรัฐบาล กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และ บสย.สู่การปลดล็อคครั้งใหญ่ ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของ บสย.ได้แก่ การรับความเสียหายเพิ่มจาก 30% เป็น 40% เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบอย่างสบายใจ และเสริมสภาพคล่องให้กับต่อลมหายใจให้ธุรกิจได้

โดยความช่วยเหลือนี้ รัฐบาลจะใช้กลไกของการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ช่วยเติมทุนให้ SMEs สามารถเข้าสู่ระบบสินเชื่อ ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าปกติ จากสถาบันการเงินที่ร่วมลงนามทั้ง 18 ธนาคาร ด้วยความมั่นใจ มีเงินทุนเข้าสู่ระบบ 180,000 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการได้ 142,000 ราย โดยรัฐบาลจะติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นไปตามเจตนารมณ์เห็นผลจริงโดยเร็ว

นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย.กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะตอกย้ำความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการเข้าถึงแหล่งทุน คาดว่าจะมีผู้ประกอบการ SMEs ล็อตแรกกว่าหมื่นรายเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากเป็นโครงการที่ช่วย SMEs เสริมสภาพคล่อง เติมเงินทุนหมุนเวียน ช่วย SMEs ที่มีปัญหาผ่อนชำระหนี้ หรืออาจกำลังจะเป็นหนี้ NPL ได้ขยายระยะเวลา ได้เงินทุน ต่อลมหายใจธุรกิจ หรือ ในกลุ่มที่มีศักยภาพ สามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ หรือในกิจการที่กำลังต้องการเสริมสภาพคล่อง โดย บสย.และธนาคารพันธมิตร จะช่วยให้คนกลุ่มนี้เดินหน้าได้ต่อไป

สำหรับ SMEs กลุ่มที่กำลังจะถึงทางตัน ชำระล่าช้า หรือกำลังอยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ บสย. และ 18 สถาบันการเงิน จะช่วย SMEs เปลี่ยนจากการฟ้องมาเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ โดยสถาบันการเงินพร้อมให้การสนับสนุน คาดว่าจะมีผู้ประกอบการ SMEs อีกหลายหมื่นรายสนใจเข้าร่วมโครงการ “บสย. SMEs สร้างไทย ต่อเติม เสริมทุน” วงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 60,000 ล้านบาท สำหรับการขยายระยะเวลาการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับลูกค้า บสย. ที่ใช้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS ระยะ 5-7 บสย. ได้ขยายเวลาการค้ำประกันออกไปอีก 5 ปี เพื่อให้ SMEs กลุ่มนี้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดย บสย.และธนาคารจะร่วมกันช่วยโดยการเข้าสู่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มนี้ ร่วมโครงการเต็มจำนวนเป้าหมาย 28,000 ราย

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq03/3090361

Related links

“บลูสโคป” ทุ่มงบกว่า 4,000 ล้าน เปิดโรงงานผลิตเหล็กแห่งที่ 3 ทันสมัยที่สุดและผลิตได้รวดเร็วที่สุดในอาเซียน

บลูสโคป ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กชั้นนำของไทยมากว่า 25 ปี ทุ่มงบลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท เปิดโรงงานแห่งที่ 3 เดินหน้าผลิตเหล็กเคลือบโลหะและเหล็กเคลือบสีด้วยกำลังการผลิต 160,000 ตันต่อปี เพื่อให้บริการลูกค้าและผู้บริโภคด้วยเทคโนโลยีการผลิตและเคลือบสีที่ทันสมัยที่สุดและผลิตได้รวดเร็วที่สุดในโลก พร้อมรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมก่อสร้างขนาดเล็กและที่พักอาศัยที่กำลังเติบโตทั้งในประเทศไทยและอาเซียน โดยมุ่งมั่นกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้มีการจ้างงานมากขึ้น สอดคล้องกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ในยุคไทยแลนด์ 4.0

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3088339

Related links

“เศรษฐพงค์” ฟันธง ปี 2020 ไทยเข้าสู่ “อุตสาหกรรม 4.0” เต็มรูปแบบ

“เศรษฐพงค์” ชี้ปี 2020 ไทยเข้าสู่ “อุตสาหกรรม 4.0” อย่างแท้จริง ชี้เหตุ “รสนิยม-พฤติกรรม-เทคโนโลยี” เปลี่ยนแปลงสอดคล้อง แนะเตรียมรับมือ “Bank of Things-” การศึกษารูปแบบใหม่ ยกนักเรียนอัสสัมชัญพัฒนาดาวเทียมด้วยความรู้ระดับปริญญา

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กมธ.ดีอีเอส กล่าวถึงสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลในปี 2020 ว่า ในปีนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนด้านระบบนิเวศดิจิทัล ในลักษณะเหมือนเครื่องบินที่ยกตัวขึ้นพ้นจากรันเวย์ทะยานสู่ท้องฟ้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็เนื่องมาจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี 5G ที่จะเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าเป็น Iot (Internet of things) ทำให้ระบบการเงินสามารถเชื่อมกับเซ็นเซอร์ต่างๆ ได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยการเชื่อมต่อนั้น จะทำให้เกิดรูปแบบอัตโนมัติในการคิดคำนวณด้านการเงินมากขึ้น ทำให้ธนาคารไม่ได้เป็นธนาคารแบบที่เรารู้จักอีกต่อไป จะเป็นธนาคารในรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่แค่โซเชียลแบงกิ้ง แต่จะมาทั้งในรูปแบบแพลตฟอร์มในการค้าขาย การจ่าย การขนส่ง ซึ่งจะเริ่มปรากฏให้เห็นการเชื่อมโยงกัน รวมถึงแพลตฟอร์มของ retail หรือการค้าปลีก การขายออนไลน์ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย

ที่มา https://www.thairath.co.th/news/politic/1746160

Related links

ราช กรุ๊ป จับมือ มธ.- NNCL- ALT พัฒนาโครงการ District 9 เขตอุตสาหกรรมดิจิทัลและชุมชนอัจฉริยะ

บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประสานกำลังบริษัท นวนคร จำกัด (NNCL) บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) (ALT) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสริมทัพด้วย Graduate School of Design มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด พัฒนาพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี ให้เป็นเมืองอุตสาหกรรรมอัจฉริยะเต็มรูปแบบ โดยบริษัทฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการ District 9: เขตอุตสาหกรรมดิจิทัลและชุมชนอัจฉริยะ” ร่วมกับพันธมิตรทั้ง 3 ฝ่าย เมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นการนำร่องพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร ที่ได้รับการคัดเลือกจากทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพเหมาะสม กล่าวคือ มีความเป็นชุมชน มีสถาบันการศึกษา ที่พักอาศัย ธุรกิจการค้า และเขตอุตสาหกรรมอยู่โดยรอบ ตลอดจนมีความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภค โครงการนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของบริษัทฯ อีกทั้งยังเป็นการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจเดิม ทั้ง NNCL และ ALT เพื่อนำความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายเข้ามาขับเคลื่อนและผลักดันความสำเร็จ

ในการพัฒนาโครงการ District 9: เขตอุตสาหกรรมดิจิทัลและชุมชนอัจฉริยะ มีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการ ผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ Graduate School of Design มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นแกนหลักในการออกแบบ วางแผน และวางผังเมือง รวมถึงระบบสาธารณูปโภค ในขณะที่บริษัทฯ จะสนับสนุน องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงาน NNCL สนับสนุนข้อมูลด้านระบบสาธารณูปโภคในเขตอุตสาหกรรมและ พาณิชยกรรม และ ALT สนับสนุนความรู้ด้านนวัตกรรมโทรคมนาคมและโครงข่ายการสื่อสาร โดยคาดว่าต้นแบบจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2563

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3083926

Related links