ญี่ปุ่นเผยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 2.7%

กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. ปรับตัวขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.

โดยดัชนีการผลิตที่โรงงานและเหมืองแร่อยู่ที่ระดับ 80.8 หลังจากที่ปรับตัวลดลง 8.9% ในเดือนพ.ค. ขณะที่ดัชนีการขนส่งภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.2% แตะระดับ 80.8 และดัชนีสินค้าคงคลังลดลง 2.4% แตะที่ 100.8

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า กระทรวงฯ คาดการณ์โดยพิจารณาจากผลสำรวจความเห็นของกลุ่มผู้ผลิตว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้น 11.3% ในเดือนก.ค. และเพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค.

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq28/3145978

Related links

ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 63 ขยับขึ้นต่อเนื่อง หลังคลายล็อกดาวน์

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย.63 อยู่ที่ระดับ 80.0 เพิ่มขึ้นจากระดับ 78.4 ในเดือนพ.ค.63 โดยค่าดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 จากปัจจัยบวกที่รัฐบาลผ่อนปรนมาตรการควบคุมโควิด-19 ระยะที่ 3 และ 4 รวมทั้งยกเลิกคำสั่งห้ามออกนอกเคหะสถาน (เคอร์ฟิวส์) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

ขณะที่ด่านการค้าชายแดน เริ่มทยอยเปิดในหลายพื้นที่ ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าไทย นอกจากนี้ ตลอดเดือนมิ.ย. จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายวันอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แต่ยังคงต่ำกว่าระดับ 100 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อสภาพคล่อง และการเข้าไม่ถึงสินเชื่อโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดย่อม ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งต้นทุนประกอบการสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่งโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq03/3144366

Related links

ระดมกำลังคุมเข้มเวทีรับฟังความเห็น “นิคมฯ จะนะ”

เช้านี้ ศอ.บต.จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการเขตเศรษฐกิจเฉพาะกิจ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผังเมืองจากสีเขียวเป็นสีแดง โดยมีทั้งผู้สนับสนุนและกลุ่มคัดค้านเข้าร่วม ขณะที่เจ้าหน้าที่จัดกำลังตำรวจดูแลกว่า 1,000 นาย

วันนี้ (11 ก.ค.2563) ที่โรงเรียนจะนะวิทยา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 9 และชุดควบคุมฝูงชน ระดมกำลังเข้าภายในโรงเรียนและรอบนอก ระบุว่าเป็นการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ สำหรับเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะกิจ อ.จะนะ จ.สงขลา ที่จัดขึ้นโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

ที่มา https://news.thaipbs.or.th/content/294472

Related links

“อ.ทวีสุข” ชี้หลายอุตสาหกรรมเตรียมล้มละลาย แนะอย่ายื้อจมกองหนี้

“อ.ทวีสุข” ชี้ คลื่นสึนามิล้มละลาย กระทบอุตสาหกรรมการบิน โรงแรม รถยนต์ แนะรัฐสื่อสารให้เข้าใจ หวั่นกู้เงินจมกองหนี้ สุดท้ายไปไม่รอดอยู่ดี เชื่อ ธปท.- ก.ล.ต. มาถูกทาง ระบบธนาคารในไทยจะไม่ล้มละลายแบบปี 40 ขอแค่คนในประเทศอย่าแพนิกข่าวลือ แห่ถอนเงิน ถอนกองทุน

อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ร่วมสนทนาในรายการ “คนเคาะข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง “นิวส์วัน” ในหัวข้อ “สึนามิล้มละลาย ภาค 2 โควิดตัวเร่งโละระบบโลก”

โดย อ.ทวีสุข กล่าวว่า คลื่นสึนามิการล้มละลาย เราจะเห็นภายในปีนี้ มันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในไตรมาสที่ 3 ไปจนถึงไตรมาสที่ 4 ของปีหน้า ตอนนี้สภาวะเศรษฐกิจโลกและหลายๆ อย่าง เหมือนเรือกำลังจะวิ่งชนเทือกเขาน้ำแข็งใหญ่ ชนแน่ๆ แก้ได้เพียง 2 วิธี คือ ปล่อยให้ชนเต็มที่ หรือชะลอความเร็ว ให้ชนเบาที่สุด

สิ่งที่ทำวันนี้ จีนทำได้ เขาเริ่มวางโครงสร้างของนิวอีโคโนมิก ซึ่งวางมาประมาณ 5 ปีแล้ว เศรษฐกิจเขาก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ จีนจะเหมือนเป็นตัวนำระบบโลกใหม่เลย โลกหลังจากนี้จะแยกออกเป็น 2 ฝั่ง และแต่ละประเทศจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่จะมีจุดรวมซึ่งกันและกัน
ถ้าพวกระบบอุตสาหกรรมเก่าล้มละลาย มันจะทำให้ตัวระบบธนาคารทั่วโลกล้มละลายตามไปด้วย คนที่เข้ามาเป็นพระเอก คิดว่าน่าเป็นองค์กรกลางระดับโลก อย่าง IMF แล้วธนาคารโลกอาจเข้าให้ความช่วยเหลือด้านการเงินกับตัวธนาคาร และแทนที่ระบบด้วยการวางดิจิทัลเคอร์เรนซีเลย ซึ่งแบงก์ชาติของเราตอนนี้ก็ทำเฟสที่ 2 แล้ว เพื่อที่จะวางระบบ ระบบธนาคารก็เริ่มวางแพลตฟอร์ม นี่คือ โมเดลอันใหม่ ดังนั้น การทรุดตัวของเศรษฐกิจครั้งนี้ มันจะทำให้ระบบเก่าหายไปแบบฉับพลันเลย ซึ่งอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ตรงนี้

อ.ทวีสุข กล่าวถึงกรณี ธปท.สั่งแบงก์พาณิชย์ห้ามจ่ายปันผล ห้ามซื้อหุ้นคืน ว่า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ผู้คุมกฎ 2 ฝ่าย ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. กำลังใช้โมเดลลักษณะของการเป็น Active Management โดยธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้นำในการตรวจสอบระบบความเสี่ยง ตนเข้าใจว่าทำมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้บอกสื่อ

มารอบนี้เห็นความเสี่ยง เนื่องจากทบทวนตัวเลขของผู้ยื่นชำระหนี้ และเข้าไปตรวจสอบ ในเวลา 2 เดือน ก็ค้นพบแล้วว่า นี่คือสึนามิลูกใหญ่ที่ก่อให้เกิดหนี้เสียของระบบธนาคาร ดังนั้น จึงต้องเก็บเงินเพื่อเป็นสำรองของระบบธนาคาร ตรงนี้แบงก์ชาติกล้าตัดสินใจ ตนไม่เชื่อว่า ระบบธนาคารในไทยจะเข้าสู่ภาวะล้มละลายแบบปี 40 ถ้าไม่มีใครไปวางยาให้เกิดแพนิก ถ้าการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. ทำงานร่วมกันแบบนี้ ซึ่งที่ทำอยู่มาถูกทาง แต่มันยังมีคลื่นใหญ่รออยู่

ปี 40 จุดเริ่มต้นมีการปล่อยข่าวให้เทขายตราสารหนี้ของ บลจ. แห่งหนึ่ง หลังจากนั้น มันลามไปถึงการถอนเงินจากธนาคาร มันเลยทำให้ทุกอย่างล้มเป็นโดมิโนไปหมด

ฉะนั้น พวกเราต้องระวัง จะมีกลุ่มคนที่อยู่ในอุตสาหกรรม พยายามที่จะปล่อยข่าว อย่างกรณีการเทขายตราสารหนี้ เทขายล็อตใหญ่จริง แต่ทำไมต้องปล่อยข่าวลือว่ามีการขายโน่นขายนี่ บางคนออกมาพูดว่าตราสารหนี้จะเริ่มไม่ดี ตราสารหนี้ในเมืองไทยอ่อนแอ แต่เห็นล่าสุดบอกให้รัฐบาลสร้างหนี้อีก 2 ล้านล้าน เพื่อไปอุ้มเอสเอ็มอี พวกนี้อยากให้ประเทศก่อหนี้ขึ้นไปจนถึงระดับที่สูงเกินกว่าจีดีพีที่เราจะรับได้ ก็คือ 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ฉะนั้น ถ้าประเทศก่อหนี้ขึ้นไปแล้วไม่เกิดมูลค่า ปีหน้าหนักกว่านี้ เราไม่มีเครื่องมือทางการเงินเหลือแล้ว นี่คือเงินคงคลังก้อนสุดท้าย เราก่อหนี้เพิ่มไม่ได้แล้ว

อ.ทวีสุข กล่าวอีกว่า ต้องยอมรับว่า วันนี้ ต้องมีการบาดเจ็บล้มตาย แต่ขอให้สื่อสารให้ทุกคนเข้าใจว่าเขาไปต่อไม่ไหวแล้ว ไม่ใช่ผลัดไปทีละเดือนๆ ไม่เช่นนั้น พวกเขาจะจมกองหนี้ สมมติเขาตัดตอนนี้เลย เจ็บแต่จบ แต่ถ้าจะต้องลากต่อไปจนถึงสิ้นปี จะไปขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ปรากฏหนี้เต็มหมด แต่กิจการก็ไม่รอดอยู่ดี การส่งสัญญาณแบบนี้ ขณะนี้รัฐบาลกำลังเป็นตัวปัญหาหรือเปล่า และฝ่ายที่กำลังช่วงชิงรัฐบาลกำลังสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาหรือเปล่า ในขณะที่ผู้คุมกฎกำลังบริหารเพื่อลดความเสี่ยง

ที่มา https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000066933

Related links

วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เซ็นสัญญากลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมการบิน พัฒนางานวิชาการสร้างกำลังคนอาชีวะ

นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมมือกับ กลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมการบิน ได้แก่ บริษัทซีเนียร์ แอร์โรสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไทย แอร์โรสเปซ อินดัสทรีส์ จำกัด และสนามบินหนองปรือ ในการร่วมเป็นพาร์ทเนอร์สนับสนุน และส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน และพัฒนาหลักสูตร รวมถึงการฝึกอบรมวิชาชีพในสาขาวิชาการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน สาขาวิชาช่างซ่อมอากาศยาน และสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบิน เพื่อพัฒนานักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้มีศักยภาพ ประสิทธิภาพ และทักษะด้านผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน รวมถึงการได้รับประสบการณ์จากการฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีสมรรถนะวิชาชีพที่ตรงตามมาตรฐาน

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การดำเนินความร่วมมือในครั้งนี้ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ ได้ใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอน และการจัดการในลักษณะของ ‘สัตหีบโมเดล’ คือการจับคู่การเรียนการสอนระหว่างวิทยาลัย และสถานประกอบการ โดยการยกห้องเรียนทั้งห้องเรียน หรือคลาสรูมในสาขาวิชานั้นๆ เพื่อมาเรียนกับบริษัท หรือสถานประกอบการแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยวิทยาลัย จะมีหน้าที่คัดสรรสาขาวิชา ร่วมกับ สถานประกอบการใน EEC ที่มีเครื่องมือ ความรู้ บุคลากร มีความชำนาญและในตลาดแรงงานมีความต้องการบุคลากรในสาขาวิชานั้นๆ สถานประกอบการจะเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตร เนื่องจากแต่ละสาขาวิชายังขาดครูอาจารย์ที่มีความรู้ มีความชำนาญจริงๆ โดยเฉพาะสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับ NEWS-Curve ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิตอล และอุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อการบริหารจัดการทั้งในการจัดตารางเรียน การพัฒนาหลักสูตร และการฝึกปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับการทำงานของบริษัทหรือสถานประกอบการ ซึ่งเป็นแนวทางในแผนการพัฒนาบุคลากรด้านกำลังคนระดับอาชีวศึกษา โดยมีการประเมินความสามารถในการผลิตกำลังคนอาชีวะเข้าสู่ตลาดในพื้นที่ EEC เพื่อรองรับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในปี 2564 และมีแนวโน้มในการประเมินคุณภาพ และมาตรฐานที่ดี และถ้าประสบความสำเร็จ ก็จะสามารถต่อยอดและขยายผลสร้างแรงงานทักษะสูงให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดได้ในอนาคต โดยไม่ต้องพึ่งแรงงานนำเข้า

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3134753

Related links

Nissan ประกาศปลดพนักงานอีก 248 คนที่อังกฤษ หลังภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ยังไม่ฟื้น

สำหรับการประกาศปลดพนักงานครั้งล่าสุดของ Nissan เกิดขึ้นที่โรงงานผลิตในซันเดอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ โดยเป็นการปลดพนักงานชั่วคราวทั้งสิ้น 248 คนที่รับผิดชอบงานในฝ่ายผลิต และจากการปลดพนักงานครั้งนี้ ที่โรงงานดังกล่าวยังมีพนักงานเหลือทั้งสิ้น 5,750 คน

ทาง Nissan ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการปลดพนักงานครั้งนี้ว่า ด้วยสถานการณ์อุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศยุโรปที่ยังไม่ดีขึ้น ทำให้ความต้องการรถยนต์ลดลงอย่างชัดเจน และบริษัทต้องปรับลดกำลังการผลิตลงเช่นกัน เพื่อให้ธุรกิจสามารถผ่านวิกฤต COVID-19 ไปได้

ทั้งนี้โรงงานผลิตในซันเดอร์ของ Nissan มีสองไลน์ผลิต และหยุดการผลิตมาตั้งแต่กลางเดือนมี.ค. โดยเพิ่งกลับมาเปิดไลน์ผลิตแรกช่วงต้นเดือนมิ.ย. แต่เป็นการกลับมาผลิตเพียงไลน์เดียวเท่านั้น ประกอบด้วยรุ่น Juke และ Qashqai ส่วนอีกไลน์ผลิตที่มีรุ่น Qashqai และ LEAF นั้นจะกลับมาผลิตในปลายเดือนมิ.ย.

อย่างไรก็ตามกลุ่มพันธมิตร Renault-Nissan-Mitsubishi มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ นั่นคือการกระจายการทำตลาดในแต่ละแบรนด์ โดย Renault จะทำตลาดในยุโรป, Nissan ทำตลาดสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ส่วนประเทศรองอื่นๆ เป็น Mitsubishi ดังนั้นต้องติดตามกันว่าโรงงานที่อังกฤษของ Nissan ในอนาคตจะเป็นอย่างไร

กลายเป็นการปลดพนักงานอย่างต่อเนื่องสำหรับอุตสาหกรรมผู้ผลิตรถยนต์ เพราะช่วงนี้ความต้องการในตลาดนั้นลดลงมาก และยังไม่มีใครรู้ว่าการระบาดของโรค COVID-19 จะสิ้นสุดเมื่อไร ยังดีที่ในประเทศไทยยังไม่มีข่าวปลดพนักงานในอุตสาหกรรมรถยนต์มากนัก และหวังว่ามันคงไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้

ที่มา https://brandinside.asia/nissan-layoff-248-jobs/

Related links

“อุตสาหกรรมรถยนต์” เซ่นพิษโควิด-19 หนักสุดรอบกว่า 30 ปี

ในปีนี้งานมอเตอร์โชว์ หรือ หนึ่งในงานแสดงรถยนต์ที่เคยคึกคัก ต้องเลื่อนไปถึง 2 ครั้งแล้ว ด้วยวิกฤตโควิด-19 ซึ่งผลกระทบในกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงนี้หนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากยอดผลิตรถยนต์เดือน เมษายน ต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปี แต่วิกฤตครั้งนี้จะหนักขนาดไหน และจะมีโอกาสอยู่หรือไม่ ส่วนยอดการขายรถยนต์ ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็มีเพียง  30,109 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 65%  การผลิตเพื่อส่งออก ที่เคยเป็นความหวังก็เหลือเพียง 20,326 คัน ลดลงกว่า 69 % เป็นการลดลงในทุกตลาด เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลงอย่างหนัก

สอดคล้องกับฟากฝั่งของผู้จัดจำหน่ายรถยนต์รายใหญ่ของไทย ที่บอกว่า ในเดือนเมษายนนี้ แม้ยอดจองรถยนต์เริ่มกลับมาได้ 70-80% แล้ว แต่ตัวเลขการจองเข้ามานั้นยังติดอุปสรรคของการปล่อยกู้ ที่ลูกค้าจะได้รับการอนุมัติยากขึ้น เนื่องจากหลายบริษัทได้รับผลกระทบ จึงเป็นความเสี่ยงในการปล่อยกู้

เมื่อการออกรถต้องใช้เงินดาวน์ที่มากขึ้นเพื่อให้การอนุมัติผ่าน กลุ่มรถยนต์อีโคคาร์  ไปจนถึงรถขนาดเล็ก จึงได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้ คือผู้ที่เริ่มทำงานใหม่กับกลุ่มนักศึกษา กลับกันกับรถราคาสูง ระดับ 1 ล้านบาทขึ้นไป ยังมียอดขายไปได้อย่างปกติ เนื่องจากกลุ่มนี้มีกำลังซื้อ มีความต้องการ และสามารถต่อรองกับผู้ขายได้มากยิ่งขึ้น และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความต้องการรถยนต์ยังมีอยู่แม้จะมีภาวะโควิด-19 เนื่องจากพ่อ-แม่หลายคน ก็กังวลความเสี่ยงในการรับเชื้อเมื่อใช้งานรถสาธารณะ ยิ่งผนวกกับการลด แลก แจก แถม ของค่ายรถยนต์ ก็ยิ่งเป็นการสร้างความต้องการของตลาดได้อีกทางหนึ่ง

ที่มา https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/126342

Related links

กสอ. เตรียมงบ 150 ลบ. เร่งมาตรการฟื้นฟูอุตสาหกรรมไทย หนุน 4 กลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุม SMEs-ชุมชน-เกษตร-คนตกงาน

นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม สั่งการให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เร่งมาตรการฟื้นฟูอุตสาหกรรมไทย ครอบคลุม 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ 1. ผู้ประกอบการและบุคลากรภาคอุตสาหกรรม เสริมองค์ความรู้เพื่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 2. ชุมชนและวิสาหกิจชุมชน โดยการพัฒนาชุมชน/วิสาหกิจชุมชนในท้องถิ่น เชื่อมโยงเทคโนโลยีกับการท่องเที่ยว 3. เกษตรกร ธุรกิจเกษตร พัฒนาทักษะการบริหารจัดการอุตสาหกรรม และ 4.ประชาชน แรงงาน และบัณฑิตจบใหม่ ด้วยการปรับเพิ่ม สร้างทักษะใหม่ สร้างโอกาสทางอาชีพอิสระ สู่การเป็นผู้ประกอบการ ภายใต้แนวคิดของการส่งเสริมแบบ “ปรับตัวให้ถูกทางอย่างยั่งยืน” ด้วยการผันงบประมาณจากงบปกติกว่า 150 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วนให้ดีพร้อม ภายในระยะเวลา 90 วัน

โดยตั้งเป้าฟื้นฟูผู้ประกอบการกว่า 4,000 กิจการ 11 ชุมชน อบรมคนว่างงาน สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพกว่า 6,000 คน พร้อมเสริมสร้างทักษะคนตกงาน ว่างงาน ให้สามารถสร้างธุรกิจใหม่ 400 กิจการ เพื่อเป็นหนึ่งปัจจัยในการขับเคลื่อนและกระตุ้น GDP ในกลุ่มอุตสาหกรรม SMEs ของประเทศ

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq03/3126402

Related links

วางระบบท่อส่งน้ำแก้แล้งเร่งด่วนพื้นที่ EEC สำเร็จ พร้อมส่งน้ำให้นิคมฯเวลโกรว์ 20 พ.ค.นี้

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัญหาภัยแล้งเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหาให้กับทุกภาคส่วน ทั้งด้านการอุปโภคบริโภค การเกษตร และอุตสาหกรรม ที่ผ่านมา กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ประเมินสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา และได้มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ในลักษณะการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และแผนระยะยาว ซึ่งจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) (East Water) กรมชลประทาน การประปาส่วนภูมิภาค และภาคประชาชน ทำให้มีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ เช่น การก่อสร้างระบบสูบกลับชั่วคราว คลองสะพานเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ระยะทาง 2.8 กม. เพื่อเสริมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์ อัตราการสูบ 170,000 ลบ.ม. ต่อวัน ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จและได้มีการทดสอบระบบสูบน้ำไปแล้วเมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา และนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ ที่ประสบปัญหาปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอความต้องการใช้น้ำซึ่งมีถึงประมาณวันละ 18,000-20,000 ลบ.ม.ต่อวัน และปริมาณในแหล่งน้ำสำรองของนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์มีปริมาณต่ำว่าเกณฑ์มาก ประกอบกับไม่มีน้ำมาเติมในอ่างเก็บน้ำ จึงได้วางแผนวางท่อส่งน้ำจากสระเอกชนเพื่อเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการวางระบบท่อเพื่อแก้ไขปัญหาแบบถาวร ปัจจุบันได้ดำเนินการวางท่อแล้วเสร็จ (ระยะที่ 2-3) และพร้อมจะจ่ายน้ำเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมได้ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้

สำหรับการวางระบบท่อเพื่อการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ EEC เป็นการเร่งด่วน ระยะทางรวม 36.2 กิโลเมตร โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 จากโรงกรองน้ำพานทอง 1 ผ่านสถานีพานทอง 2 ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร ระยะที่ 2 จากสถานีพานทอง 2 เข้าสู่สถานีเพิ่มแรงดันน้ำเพื่ออุตสาหกรรม ระยะทาง 9.8 กิโลเมตร และระยะที่ 3 จากสถานีเพิ่มแรงดันน้ำเพื่ออุตสาหกรรม ส่งต่อไปยังนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ ระยะทาง 15.9 กิโลเมตร ทั้งนี้ การวางระบบท่อทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือน 30 มิถุนายน 2563 เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับพื้นที่ EEC และพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างเป็นระบบต่อไป

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3121690

Related links

กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมชงมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการเพิ่ม รับมือโควิด-19

กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมชงมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการเพิ่ม ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต มอก. หลังชงมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้ผู้ประกอบการโรงงานเข้า ครม. แล้ว เตรียมพลิกฟื้นธุรกิจรับมือโควิด-19
นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมชงมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้า ครม. เพิ่มเติม หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เสนอยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้ผู้ประกอบการโรงงานทั่วประเทศแล้ว โดยมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในครั้งนี้ ประกอบด้วยมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต มอก. ค่าธรรมเนียมใบรับรองระบบงาน และค่าธรรมเนียมการตรวจสอบโรงงาน ซึ่งมาตรการดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการกว่า 30,000 ราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 210 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีมาตรการชดเชยเยียวยาให้ผู้ประกอบการ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการในการขอรับใบอนุญาตมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) และใบรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมเอส (มอก.เอส) กว่า 12,000 ราย มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อทราบแล้ว และเตรียมเสนอเข้า ครม. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป สำหรับมาตรการเยียวยาอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรชาวไร่อ้อยจะตามมาเป็นระยะ ด้าน นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า “หลังจากที่ ครม. ให้ความเห็นชอบแล้ว สมอ. จะเริ่มดำเนินการทันที เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ และสร้างบรรยากาศในการลงทุน รวมทั้ง เตรียมการช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาให้ผู้ประกอบการ ภายหลังสถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถฟิ้นฟูเศรษฐกิจให้เข้าสู่สภาวะปกติได้ในไม่ช้า สำหรับมาตรการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในช่วงการแพร่ระบาดนี้ สมอ. ยังคงดำเนินการอย่างเข้มงวด แม้จะมีมาตรการปฏิบัติงานภายในที่พัก หรือ Work from Home เพราะการปฏิบัติงานโดยส่วนใหญ่ของ สมอ. เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งกระบวนการออกใบอนุญาต และการตรวจติดตาม สำหรับการนำเข้าสินค้าที่ สมอ. ควบคุม เช่น สินค้ากลุ่มเหล็ก กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และของเล่น สมอ. ได้เฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิดผ่านระบบ National Single Window (NSW) หากพบสินค้าชนิดใดมีการนำเข้าในปริมาณมากผิดปกติ จะเข้าทำการตรวจสอบอย่างเข้มงวดทันที” นายวันชัยฯ กล่าว

ที่มา http://www.thaigov.go.th

Related links