สสว. จับมือสถาบันอาหาร เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมมะพร้าว สับปะรด และกระเทียม

สสว. ได้บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินกิจกรรมพัฒนาคลัสเตอร์มะพร้าว สับปะรด และกระเทียม ภายใต้โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ปี 2563 คลัสเตอร์มะพร้าว สับปะรด และกระเทียม โดยเน้นการกระตุ้นความเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ประกอบการ คำนึงถึงความต้องการของตลาด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ พัฒนาผู้ประกอบการในเครือข่ายให้มีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ การพัฒนาช่องทางการตลาดในเชิงรุกผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ สร้างมูลค่าเพิ่มโดยมุ่งสนับสนุนการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และผลงานวิจัยมาพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์

เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในเชิงพาณิชย์ พัฒนาเครือข่ายมะพร้าวเดิม จำนวน 1 คลัสเตอร์ (คลัสเตอร์มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร) สับปะรด จำนวน 1 คลัสเตอร์ (คลัสเตอร์สับปะรดสยามโกลด์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) และกระเทียม จำนวน 1 คลัสเตอร์ (กลุ่มเครือข่ายผู้ปลูกกระเทียมจังหวัดเชียงใหม่) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจแบบคลัสเตอร์ และพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจในด้านต่างๆ ของผู้ประกอบการในคลัสเตอร์ จำนวนไม่น้อยกว่า 405 ราย

โดยสถาบันอาหารได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานดำเนินการโครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ปี 2563 คลัสเตอร์มะพร้าว สับปะรด และกระเทียม โดยมีกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 6 เดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินกิจกรรม ทั้งนี้จะนำผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าไปจัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินการธุรกิจให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการในแต่ละกลุ่ม อาทิ จัดอบรมหลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หลักสูตรมาตรฐานการผลิต หลักสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หลักสูตรการพัฒนาคลัสเตอร์ เพื่อให้จัดทำแผนการพัฒนากลุ่มคลัสเตอร์ หลักสูตรการตลาดและการสร้างแบรนด์เชิงสร้างสรรค์สำหรับผู้นำคลัสเตอร์มะพร้าว สับปะรด และกระเทียม รวมถึงการทำเวิร์คชอป

นอกจากนี้ยังให้การส่งเสริมขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ ได้แก่ การนำสินค้าที่ได้รับการคัดเลือกไปจำหน่ายในงานแสดงสินค้าภายในประเทศ หรือจัดให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจในรูปแบบออนไลน์กับคู่ค้าต่างประเทศ เป็นต้น

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3170316

Related links

บีโอไอย้ำไทยเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมใหม่

จากที่ได้มีข่าวเผยแพร่ในลักษณะว่า ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้บริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตจากไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากประเทศไทยไม่มีปัจจัยที่ดึงดูดการผลิต รวมทั้งมีการทุ่มเททรัพยากรไปกับการพัฒนาในทิศทางเดิมๆ ทำให้ประเทศไทยไม่มีความได้เปรียบในสายตานักลงทุนนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ขอชี้แจงดังนี้

1. รัฐบาลได้ตระหนักถึงสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป จึงได้ปรับเปลี่ยนนโยบายให้มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและบริการของประเทศไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยีในระดับที่สูงขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา นโยบายส่งเสริมการลงทุนได้ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการลงทุนที่จะช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรมและบริการ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น และจูงใจให้เอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด และสนับสนุนการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการ ทั้งการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบอัตโนมัติ การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

มาตรการเหล่านี้จะช่วยพัฒนาฐานรายได้ใหม่สำหรับประเทศไทย เพราะเป็นการสร้างฐานผลิตและบริการใหม่ๆ รวมถึง EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลมุ่งเน้นเพื่อให้เป็นแหล่งรองรับอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้ เป็นการต่อยอดฐานผลิตเดิมที่แข็งแกร่งและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

2. ในช่วงที่ผ่านมา การย้ายฐานผลิตของบริษัทข้ามชาติ ทั้งด้วยเหตุผลด้านสงครามการค้า หรือต้นทุนการผลิตในแหล่งผลิตเดิมสูงเกินไป ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญของอาเซียน แม้ว่าปัจจัยสนับสนุนบางประการจะลดความสำคัญลง เช่น ค่าแรง สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) และโครงสร้างสังคมสูงวัย แต่ไทยยังคงมีความได้เปรียบในปัจจัยที่บริษัทข้ามชาติให้ความสนใจ เช่น ความเข้มแข็งของ Supply Chain ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการแพทย์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ไทยยังมีทำเลที่ตั้งที่เป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งรัฐบาลให้การสนับสนุนด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่อย่างมีนัยยะสำคัญ เพื่อส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุนและการขนส่งในภูมิภาคอาเซียน

รวมทั้งประเทศไทยยังพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีจากการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ที่ไม่กระทบต่อการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรม ทำให้โรงงานไม่ต้องหยุดการผลิตเหมือนที่เกิดขึ้นในบางประเทศ ส่งผลให้  นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและมีการโยกย้ายคำสั่งซื้อมายังประเทศไทย

3. จากข้อมูลของบีโอไอ พบว่า โครงการลงทุนจากต่างประเทศที่ย้ายฐานการผลิตมาไทยที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2563 มีทั้งสิ้น 170 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่าแสนล้านบาท โดยนักลงทุนมาจากหลากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา และยุโรป ทั้งนี้ ร้อยละ 90 มาจากจีน ไต้หวัน และฮ่องกง โดยอุตสาหกรรมหลักที่ย้ายฐานการลงทุนมาครั้งนี้ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ชิ้นส่วนยานยนต์ และผลิตภัณฑ์โลหะ

4. บีโอไอได้มีมาตรการพิเศษเพื่อกระตุ้นการลงทุน หรือมาตรการ Thailand Plus Plus เพื่อรองรับการลงทุนที่จะสร้างฐานรายได้ใหม่ โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีนิติบุคคลร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี หลังจากสิ้นสุดระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้

5. ในช่วงที่ผ่านมา บีโอไอได้ออกมาตรการใหม่ๆ ที่จะช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น กิจการตามแนวทาง BCG (Bio Circular Green Economy) และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งสะท้อนได้จากตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการแพทย์มีการยื่นขอรับการส่งเสริมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมี 52 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 174 มูลค่าเงินลงทุนรวม 13,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 123 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ บีโอไอยังคงมุ่งมั่นที่จะปรับตัวเพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคต่อไป

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/recommended/detail/2555

Related links

อิมแพ็คลุยจัดงาน Building Construction Technology ยกทัพอุตสาหกรรมอาคารและการก่อสร้าง

อิมแพ็คลุยเปิดเวทีจัดงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจ ด้านอาคาร การก่อสร้าง และเทคโนโลยี บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ในชื่อ ?Building Construction Technology Virtual Exhibition and Webinars? หรือ ?BCT? ชวนผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาคารและการก่อสร้างร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการจัดแสดงสินค้า เจรจาธุรกิจ และสัมมนาในรูปแบบเสมือนจริงอย่างเต็มรูปแบบ ตอบโจทย์วิถีนิวนอร์มอลในยุคดิจิทัล เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างและอาคารไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี คาดมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์กว่า 3,000 รายจากทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมฯ

BCT Virtual Exhibition and Webinars มีกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน ? 1 ธันวาคม 2563 ภายใต้ธีม ?Towards Digitalization of the Construction and Building Industry? แพลตฟอร์มธุรกิจที่รวบรวมเทคโนโลยี สินค้า และงานบริการด้านอุตสาหกรรมอาคารและการก่อสร้างในยุคดิจิทัล มาจัดแสดงในรูปแบบบูธเสมือนจริง อีกทั้งยังมีการสาธิตสินค้า การพูดคุยในห้องสนทนาแบบส่วนตัวกับผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการวิดีโอคอล การจับคู่เจรจาธุรกิจ เสมือนการจัดงานในสถานที่จริง พร้อมรวบรวมองค์ความรู้ที่อยู่ในกระแสครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี อาคาร และการก่อสร้าง โดยมีสมาคมพันธมิตร อาทิ สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย (TCA) สมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย (TSEA) สมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (TBIM) สมาคมผู้จัดการอาคารแห่งประเทศไทย (TBMA) สมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร (BSA) และสมาคมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไทย (GEN THAI) เป็นต้น ร่วมขับเคลื่อนสัมมนาออนไลน์กว่า10 หัวข้อที่จะจัดภายในงาน ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดในงานดังกล่าวจะเป็นตัวกระตุ้นให้อุตสาหกรรมอาคารและการก่อสร้างเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3164355

Related links

Mitsubishi Electric ผนึกภาครัฐ ทุ่มกว่า 50 ล้าน พัฒนากำลังคน

Mitsubishi Electric ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และมหาวิทยาลัยบูรพา แถลงความคืบหน้าความร่วมมือพัฒนากำลังคนและถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 ผ่านเครือข่าย “EEC Automation Park” ศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบออโตเมชั่น ซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี นำความเชี่ยวชาญและความพร้อมด้าน Factory Automation ติดตั้งโมเดลไลน์ e-F@ctory พร้อมจัดอบรมส่งมอบความรู้สู่ภาคแรงงาน เพื่อช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยตามนโยบาย Thailand 4.0

นายวิเชียร งามสุขเกษมศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เผย “นับจากจุดตั้งต้นในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562 ที่ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด โดยความเห็นชอบจากบริษัท Mitsubishi Electric Corporation ประเทศญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัยบูรพา ในการเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตโดยใช้หุ่นยนต์ และระบบออโตเมชั่นผ่านเครือข่าย “EEC Automation Park” เพื่อให้พร้อมรองรับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย เพราะเรามีความเห็นตรงกันว่า พื้นที่อาเซียน คือฐานการผลิตและเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่สำคัญของประเทศ ซึ่งปัจจุบันหลาย ๆ พื้นที่ในอาเซียนมีการปฏิรูปอุตสาหกรรม ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทย อีกทั้งยังเป็นการยกระดับการผลิตให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 เนื่องจากมิตซูบิชิ อีเล็คทริค เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Factory Automation มีความพร้อมทางด้านอุปกรณ์ ความรู้ และยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานพันธมิตรอีกด้วย

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3160564

Related links

AVEVA และ OSISOFT รวมพลังเร่งการแปลงข้อมูลดิจิทัลของโลกอุตสาหกรรม

รวบรวมผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนลูกค้าในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ขับเคลื่อนความยั่งยืน และสร้างมูลค่าที่มากขึ้น

AVEVA ผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมและ OSIsoft ผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์และบริการข้อมูลอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์ ได้ประกาศข้อตกลงให้ AVEVA เข้าซื้อ OSIsoft ในราคา 5.0 พันล้านดอลลาร์ AVEVA และ OSIsoft จะรวมผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมกันเข้าด้วยกัน โดยนำซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมและการจัดการข้อมูลเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมและองค์กรที่สำคัญเร่งกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเ นื่องจากประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น ความยั่งยืน และความยืดหยุ่นกลายเป็นความต้องการเร่งด่วนสำหรับลูกค้า

ซอฟต์แวร์การจัดการข้อมูลของ OSIsoft จะช่วยเสริมข้อเสนอด้านวิศวกรรม การดำเนินงาน และประสิทธิภาพแบบครบวงจรของ AVEVA การผสานรวมระบบ PI ของ OSIsoft เข้ากับกลุ่มซอฟต์แวร์ที่ครอบคลุมของ AVEVA จะสร้างรากฐานข้อมูลแบบบูรณาการ ที่สามารถขับเคลื่อน big data ระบบคลาวด์ และข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่มีความหมายสำหรับลูกค้า การรวมกันนี้ช่วยให้ AVEVA เติบโตและกระจายความหลากหลายของอุตสาหกรรมที่ให้บริการตลอดจนขยายฐานการผลิตต่อไปในตลาดและพื้นที่ปัจจุบันและตลาดใหม่ๆ

AVEVA และ OSIsoft สามารถนำเสนอโซลูชั่นแบบ full-stack ที่ครอบคลุมทั้งรูปแบบการปรับใช้ขอบเขต โรงงาน และองค์กร ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของ AVEVA ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการดำเนินงาน 93 ปี พวกเขาแบ่งปันประวัติศาสตร์ของการตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพัฒนาอย่างรวดเร็วของลูกค้าในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสร้างขึ้นจากรากฐานของความเป็นศูนย์กลางของลูกค้าและความสามารถระดับโลก นอกเหนือจากการแบ่งปันพอร์ตโฟลิโอโซลูชันเสริมแล้ว ธุรกรรมนี้ยังช่วยยืนยันความเป็นผู้นำของ AVEVA ในด้านดิจิทัลและ IIoT อีกด้วย

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3158548

Related links

บริษัทลูก “อัครา” โผล่เมืองจันท์ ขออาชญาบัตรพิเศษเหมืองทอง

เมืองจันท์รุมค้าน “ริชภูมิ ไมนิ่ง”บริษัทลูก อัครา รีซอร์สเซส ดอดขออาชญาบัตรพิเศษแร่ทอง หวั่นทำลายสิ่งแวดล้อมวิถีเกษตร ปนเปื้อนแหล่งน้ำ EEC ซ้ำรอยเหมืองอัครา กระทรวงอุตฯแจ้งจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ให้ใบอนุญาต คัดค้านในพื้นที่ทำได้ อุตฯจังหวัดแค่ปิดประกาศ เครือข่ายประชาชนยันค้านมาตลอด

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานความเคลื่อนไหวของชาวจังหวัดจันทบุรีที่รวมพลังกันออกมา “ต่อต้าน” การขออาชญาบัตรพิเศษแร่ทองคำของบริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง ตามคำขอที่ 8/2549 กับ 9/2549 เนื้อที่ 14,650-0-0 ไร่ รวม 2 แปลง ใน ต.พวา-สามพี่น้อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี หลังจากที่อุตสาหกรรมจังหวัดจันทบุรี (น.ส.กาญจนา ทัพป้อม) ได้ปิดประกาศไว้ในท้องที่ จนปรากฏกระแสการต่อต้านคัดค้านทั้งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชน ภาคประชาชนชาวจังหวัดจันทบุรีอย่างกว้างขวาง

ล่าสุด ประชาชนใน 2 ตำบล (พวา-สามพี่น้อง) ร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี ส.ส.จังหวัดจันทบุรี และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เตรียมยื่นหนังสือ “คัดค้าน” การออกอาชญาบัตรพิเศษแร่ทองคำต่อ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถกระทำได้

จากการตรวจสอบของ “ประชาชาติธุรกิจ” พบว่า บริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง แท้ที่จริงแล้วเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กับกลุ่มคิงสเกท แคปปิตอล ออสเตรเลีย ซึ่งกำลังมีข้อพิพาทกับรัฐบาลไทย ในกรณีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 72/2559 สั่งระงับการอนุญาตให้สำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ การต่ออายุประทานบัตรและการต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมแร่ทองคำของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส ในพื้นที่รอยต่อของจังหวัดพิจิตร-เพชรบูรณ์-พิษณุโลก มาตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 โดยคดีนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่กลุ่มคิงสเกทฯ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย

ทั้งนี้ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส และกลุ่มคิงสเกท แคปปิตอล ได้เข้าไปถือหุ้นในบริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง ผ่านบริษัทต่าง ๆ ถึง 3 ทอด โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง ได้แก่ บริษัท อิสระ ไมนิ่ง (99.9988%) ในขณะที่บริษัท อิสระ ไมนิ่ง ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็คือ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) (51%) กับบริษัท คิงสเกท แคปปิตอล ออสเตรเลีย (49%) มีสถานที่ตั้งบริษัทอยู่ในเลขที่เดียวกันคือ 99 หมู่ที่ 9 ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร อีกทั้งยังมีกรรมการบริษัทเป็นบุคคลชุดเดียวกัน คือ นายรอส อเล็กซานเดอร์ คอยส์, นายสิโรจ ประเสริฐผล, นายเจมี่ ลี กิ๊บสัน และนายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ เฉพาะ 3 คนแรกยังดำรงตำแหน่งกรรมการ ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม คำขออาชญาบัตรพิเศษแร่ทองคำทั้งประเทศจากการตรวจสอบข้อมูลมีอยู่ประมาณ 13 บริษัท คิดเป็นจำนวนแปลง 167 แปลง เนื้อที่ 1,428,412-2-00 ไร่ เฉพาะกรณีของบริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง เคยยื่นคำขออาชญาบัตรพิเศษไว้ 4 จังหวัด ประกอบไปด้วย ระยอง-พิษณุโลก-จันทบุรี-ลพบุรี เนื้อที่ประมาณ 127,687 ไร่

ที่มา https://www.prachachat.net/local-economy/news-516896

Related links

สสว. จับมือ ส.อ.ท. และ CPN เปิดงาน “Fresh Farm Market” สร้างรายได้ให้กลุ่ม SME ธุรกิจเกษตร กว่า 5 ล้านบาท

นางลักขณา ตั้งจิตนบ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจ SMEs สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) (ที่ 2 จากซ้าย) นางสาวปภาวี สุธาวิวัฒน์ รองประธานสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) (ที่ 1 จากซ้าย) และนายปิยะ ช้างเขียว ผู้จัดการแผนการตลาด ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ (ที่ 2 จากขวา) ร่วมพิธีเปิดงาน “Fresh Farm Market รวมของเด็ด สินค้าเกษตร” กิจกรรมทดลองตลาดภายใต้โครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Early-Stage) ปี 2563 โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 30 ร้านค้า และมีสินค้ามากกว่า 100 รายการ ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ มั่นใจสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ SME ธุรกิจเกษตรกว่า 5 ล้านบาท

ที่มา www.ryt9.com/s/prg/3154904

Related links

พลังงานความเย็นจากแอลเอ็นจี สู่นวัตกรรมผลผลิตพืชเมืองหนาว

พลังงานในการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญของไทยก็คือก๊าซธรรมชาติ ที่ส่วนใหญ่ได้มาจากอ่าวไทย และแหล่งก๊าซในประเทศเมียนมา อย่างไรก็ตาม จากความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นประกอบกับแหล่งก๊าซดั่งเดิมที่ลดลง ทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี จากต่างประเทศเข้ามาผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม

 โดย แอลเอ็นจี ที่นำเข้ามานี้จะถูกขนส่งทางเรือในสถานะของเหลวที่อุณหภูมิ -160 องศาเซลเซียส  ซึ่งจะถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นก๊าซโดยแลกเปลี่ยนความร้อนกับน้ำทะเล โดยการปล่อยให้ แอลเอ็นจี ไหลผ่านท่อจากด้านล่างขึ้นไปยังด้านบนในขณะที่ท่อน้ำทะเลจะปล่อยน้ำทะเลจากด้านบนลงสู่ด้านล่างทางด้านนอกของท่อ แอลเอ็นจี ซึ่งความร้อนจากน้ำทะเลนี้ จะทำให้ แอลเอ็นจี เปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซโดยไม่มีการสัมผัสกัน

อย่างไรก็ตาม วิธีการเปลี่ยน แลอเอ็นจี เป็นก๊าซธรรมชาติที่กล่าวมาขั้นต้น แม้ว่าจะมีต้นทุนที่ต่ำ แต่ก็เป็นการนำความเย็นที่เกิดขึ้นมาทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์ ดังนั้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทในกลุ่มคือ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG) จึงได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตนำความเย็นที่เกิดขึ้นมาปลูกพืชเมืองหนาว เพื่อนำสิ่งที่เหลือทิ้งมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะภาคการเกษตร สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจากการปลูกพืชเมืองหนาว และยังเป็นการสร้างฐานความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อถ่ายทอดให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดระยองต่อไป

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/894318?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=business

Related links

แห่ตั้งโรงไฟฟ้าเวียดนาม รับดีมานด์พุ่ง-ลงทุนง่าย

เอกชนไทยแห่ลงทุนโรงไฟฟ้าเวียดนามนับ 10 โครงการ บี.กริม-กัลฟ์ จ่อลงทุนโรงไฟฟ้า LNG ร่วม 1 หมื่นเมกะวัตต์ ด้าน “นักวิชาการ” ชี้ “เวียดนาม”ปัจจัยบวกเพียบทั้งดีมานด์การใช้เพิ่มจีดีพีโต รัฐบาลกระตุ้นลงทุน แต่เงื่อนไขการลงทุนยังไม่ “ประกันการรับซื้อไฟฟ้าขั้นต่ำ” ส่วนไทยจีดีพีติดลบ ดีมานด์หด กำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกินล้น 40% ขอใบอนุญาตยาก เตรียมปฏิรูประบบขอใบอนุญาตง่ายต่อธุรกิจ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่าในช่วงครึ่งปีแรก 2563 มีบริษัทเอกชนผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของไทยหลายรายที่ประกาศขยายการลงทุนไปที่ประเทศเวียดนาม อาทิ บี.กริม พาวเวอร์, กัลฟ์, ซุปเปอร์, ราชกรุ๊ป นับรวม 10 โครงการ (กราฟิก) แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก แต่การลงทุนอุตสาหกรรมนี้ในเวียดนามยังคึกคัก

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บี.กริม เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทมีโรงไฟฟ้าโซลาร์ที่เวียดนาม 2 โรง ขนาดกำลังการผลิตรวม 677 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเร็ว ๆ นี้จะทำโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) จาก LNG ขนาด 3,000 เมกะวัตต์ ใกล้โฮจิมินห์

“ตอนนี้กำลังศึกษาร่วมกับโลคอลพาร์ตเนอร์เจ้าใหญ่ คาดว่าถ้าไม่โชคร้ายในปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าจะเซ็นสัญญาได้ โดยสามารถเข้าถือหุ้นได้มากถึง 70%”

แม้เวียดนามประสบปัญหาเรื่องโควิดมีผู้ติดเชื้อประมาณ 300 คน แต่จีดีพียังขยายตัว 4-5% จากเดิมที่วางไว้ 6-7%ต้องยอมรับว่าการขยายตัวอุตสาหกรรมในเวียดนามพุ่งแรงมาก และพื้นที่ทางภาคใต้ยังมีปัญหาไฟฟ้าขาด ส่วนภาคเหนือยังมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

ที่มา https://www.prachachat.net/economy/news-503196

Related links

ญี่ปุ่นเผยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 2.7%

กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. ปรับตัวขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.

โดยดัชนีการผลิตที่โรงงานและเหมืองแร่อยู่ที่ระดับ 80.8 หลังจากที่ปรับตัวลดลง 8.9% ในเดือนพ.ค. ขณะที่ดัชนีการขนส่งภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.2% แตะระดับ 80.8 และดัชนีสินค้าคงคลังลดลง 2.4% แตะที่ 100.8

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า กระทรวงฯ คาดการณ์โดยพิจารณาจากผลสำรวจความเห็นของกลุ่มผู้ผลิตว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้น 11.3% ในเดือนก.ค. และเพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค.

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq28/3145978

Related links