สสว. จับมือ ส.อ.ท. และ CPN เปิดงาน “Fresh Farm Market” สร้างรายได้ให้กลุ่ม SME ธุรกิจเกษตร กว่า 5 ล้านบาท

นางลักขณา ตั้งจิตนบ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจ SMEs สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) (ที่ 2 จากซ้าย) นางสาวปภาวี สุธาวิวัฒน์ รองประธานสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) (ที่ 1 จากซ้าย) และนายปิยะ ช้างเขียว ผู้จัดการแผนการตลาด ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ (ที่ 2 จากขวา) ร่วมพิธีเปิดงาน “Fresh Farm Market รวมของเด็ด สินค้าเกษตร” กิจกรรมทดลองตลาดภายใต้โครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Early-Stage) ปี 2563 โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 30 ร้านค้า และมีสินค้ามากกว่า 100 รายการ ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ มั่นใจสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ SME ธุรกิจเกษตรกว่า 5 ล้านบาท

ที่มา www.ryt9.com/s/prg/3154904

Related links

พลังงานความเย็นจากแอลเอ็นจี สู่นวัตกรรมผลผลิตพืชเมืองหนาว

พลังงานในการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญของไทยก็คือก๊าซธรรมชาติ ที่ส่วนใหญ่ได้มาจากอ่าวไทย และแหล่งก๊าซในประเทศเมียนมา อย่างไรก็ตาม จากความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นประกอบกับแหล่งก๊าซดั่งเดิมที่ลดลง ทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี จากต่างประเทศเข้ามาผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม

 โดย แอลเอ็นจี ที่นำเข้ามานี้จะถูกขนส่งทางเรือในสถานะของเหลวที่อุณหภูมิ -160 องศาเซลเซียส  ซึ่งจะถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นก๊าซโดยแลกเปลี่ยนความร้อนกับน้ำทะเล โดยการปล่อยให้ แอลเอ็นจี ไหลผ่านท่อจากด้านล่างขึ้นไปยังด้านบนในขณะที่ท่อน้ำทะเลจะปล่อยน้ำทะเลจากด้านบนลงสู่ด้านล่างทางด้านนอกของท่อ แอลเอ็นจี ซึ่งความร้อนจากน้ำทะเลนี้ จะทำให้ แอลเอ็นจี เปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซโดยไม่มีการสัมผัสกัน

อย่างไรก็ตาม วิธีการเปลี่ยน แลอเอ็นจี เป็นก๊าซธรรมชาติที่กล่าวมาขั้นต้น แม้ว่าจะมีต้นทุนที่ต่ำ แต่ก็เป็นการนำความเย็นที่เกิดขึ้นมาทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์ ดังนั้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทในกลุ่มคือ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG) จึงได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตนำความเย็นที่เกิดขึ้นมาปลูกพืชเมืองหนาว เพื่อนำสิ่งที่เหลือทิ้งมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะภาคการเกษตร สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจากการปลูกพืชเมืองหนาว และยังเป็นการสร้างฐานความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อถ่ายทอดให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดระยองต่อไป

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/894318?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=business

Related links

แห่ตั้งโรงไฟฟ้าเวียดนาม รับดีมานด์พุ่ง-ลงทุนง่าย

เอกชนไทยแห่ลงทุนโรงไฟฟ้าเวียดนามนับ 10 โครงการ บี.กริม-กัลฟ์ จ่อลงทุนโรงไฟฟ้า LNG ร่วม 1 หมื่นเมกะวัตต์ ด้าน “นักวิชาการ” ชี้ “เวียดนาม”ปัจจัยบวกเพียบทั้งดีมานด์การใช้เพิ่มจีดีพีโต รัฐบาลกระตุ้นลงทุน แต่เงื่อนไขการลงทุนยังไม่ “ประกันการรับซื้อไฟฟ้าขั้นต่ำ” ส่วนไทยจีดีพีติดลบ ดีมานด์หด กำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกินล้น 40% ขอใบอนุญาตยาก เตรียมปฏิรูประบบขอใบอนุญาตง่ายต่อธุรกิจ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่าในช่วงครึ่งปีแรก 2563 มีบริษัทเอกชนผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของไทยหลายรายที่ประกาศขยายการลงทุนไปที่ประเทศเวียดนาม อาทิ บี.กริม พาวเวอร์, กัลฟ์, ซุปเปอร์, ราชกรุ๊ป นับรวม 10 โครงการ (กราฟิก) แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก แต่การลงทุนอุตสาหกรรมนี้ในเวียดนามยังคึกคัก

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บี.กริม เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทมีโรงไฟฟ้าโซลาร์ที่เวียดนาม 2 โรง ขนาดกำลังการผลิตรวม 677 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเร็ว ๆ นี้จะทำโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) จาก LNG ขนาด 3,000 เมกะวัตต์ ใกล้โฮจิมินห์

“ตอนนี้กำลังศึกษาร่วมกับโลคอลพาร์ตเนอร์เจ้าใหญ่ คาดว่าถ้าไม่โชคร้ายในปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าจะเซ็นสัญญาได้ โดยสามารถเข้าถือหุ้นได้มากถึง 70%”

แม้เวียดนามประสบปัญหาเรื่องโควิดมีผู้ติดเชื้อประมาณ 300 คน แต่จีดีพียังขยายตัว 4-5% จากเดิมที่วางไว้ 6-7%ต้องยอมรับว่าการขยายตัวอุตสาหกรรมในเวียดนามพุ่งแรงมาก และพื้นที่ทางภาคใต้ยังมีปัญหาไฟฟ้าขาด ส่วนภาคเหนือยังมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

ที่มา https://www.prachachat.net/economy/news-503196

Related links