สสว. จับมือสถาบันอาหาร เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมมะพร้าว สับปะรด และกระเทียม

สสว. ได้บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินกิจกรรมพัฒนาคลัสเตอร์มะพร้าว สับปะรด และกระเทียม ภายใต้โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ปี 2563 คลัสเตอร์มะพร้าว สับปะรด และกระเทียม โดยเน้นการกระตุ้นความเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ประกอบการ คำนึงถึงความต้องการของตลาด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ พัฒนาผู้ประกอบการในเครือข่ายให้มีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ การพัฒนาช่องทางการตลาดในเชิงรุกผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ สร้างมูลค่าเพิ่มโดยมุ่งสนับสนุนการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และผลงานวิจัยมาพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์

เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในเชิงพาณิชย์ พัฒนาเครือข่ายมะพร้าวเดิม จำนวน 1 คลัสเตอร์ (คลัสเตอร์มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร) สับปะรด จำนวน 1 คลัสเตอร์ (คลัสเตอร์สับปะรดสยามโกลด์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) และกระเทียม จำนวน 1 คลัสเตอร์ (กลุ่มเครือข่ายผู้ปลูกกระเทียมจังหวัดเชียงใหม่) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจแบบคลัสเตอร์ และพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจในด้านต่างๆ ของผู้ประกอบการในคลัสเตอร์ จำนวนไม่น้อยกว่า 405 ราย

โดยสถาบันอาหารได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานดำเนินการโครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ปี 2563 คลัสเตอร์มะพร้าว สับปะรด และกระเทียม โดยมีกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 6 เดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินกิจกรรม ทั้งนี้จะนำผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าไปจัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินการธุรกิจให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการในแต่ละกลุ่ม อาทิ จัดอบรมหลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หลักสูตรมาตรฐานการผลิต หลักสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หลักสูตรการพัฒนาคลัสเตอร์ เพื่อให้จัดทำแผนการพัฒนากลุ่มคลัสเตอร์ หลักสูตรการตลาดและการสร้างแบรนด์เชิงสร้างสรรค์สำหรับผู้นำคลัสเตอร์มะพร้าว สับปะรด และกระเทียม รวมถึงการทำเวิร์คชอป

นอกจากนี้ยังให้การส่งเสริมขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ ได้แก่ การนำสินค้าที่ได้รับการคัดเลือกไปจำหน่ายในงานแสดงสินค้าภายในประเทศ หรือจัดให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจในรูปแบบออนไลน์กับคู่ค้าต่างประเทศ เป็นต้น

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3170316

Related links

บีโอไอย้ำไทยเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมใหม่

จากที่ได้มีข่าวเผยแพร่ในลักษณะว่า ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้บริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตจากไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากประเทศไทยไม่มีปัจจัยที่ดึงดูดการผลิต รวมทั้งมีการทุ่มเททรัพยากรไปกับการพัฒนาในทิศทางเดิมๆ ทำให้ประเทศไทยไม่มีความได้เปรียบในสายตานักลงทุนนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ขอชี้แจงดังนี้

1. รัฐบาลได้ตระหนักถึงสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป จึงได้ปรับเปลี่ยนนโยบายให้มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและบริการของประเทศไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยีในระดับที่สูงขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา นโยบายส่งเสริมการลงทุนได้ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการลงทุนที่จะช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรมและบริการ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น และจูงใจให้เอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด และสนับสนุนการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการ ทั้งการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบอัตโนมัติ การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

มาตรการเหล่านี้จะช่วยพัฒนาฐานรายได้ใหม่สำหรับประเทศไทย เพราะเป็นการสร้างฐานผลิตและบริการใหม่ๆ รวมถึง EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลมุ่งเน้นเพื่อให้เป็นแหล่งรองรับอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้ เป็นการต่อยอดฐานผลิตเดิมที่แข็งแกร่งและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

2. ในช่วงที่ผ่านมา การย้ายฐานผลิตของบริษัทข้ามชาติ ทั้งด้วยเหตุผลด้านสงครามการค้า หรือต้นทุนการผลิตในแหล่งผลิตเดิมสูงเกินไป ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญของอาเซียน แม้ว่าปัจจัยสนับสนุนบางประการจะลดความสำคัญลง เช่น ค่าแรง สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) และโครงสร้างสังคมสูงวัย แต่ไทยยังคงมีความได้เปรียบในปัจจัยที่บริษัทข้ามชาติให้ความสนใจ เช่น ความเข้มแข็งของ Supply Chain ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการแพทย์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ไทยยังมีทำเลที่ตั้งที่เป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งรัฐบาลให้การสนับสนุนด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่อย่างมีนัยยะสำคัญ เพื่อส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุนและการขนส่งในภูมิภาคอาเซียน

รวมทั้งประเทศไทยยังพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีจากการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ที่ไม่กระทบต่อการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรม ทำให้โรงงานไม่ต้องหยุดการผลิตเหมือนที่เกิดขึ้นในบางประเทศ ส่งผลให้  นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและมีการโยกย้ายคำสั่งซื้อมายังประเทศไทย

3. จากข้อมูลของบีโอไอ พบว่า โครงการลงทุนจากต่างประเทศที่ย้ายฐานการผลิตมาไทยที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2563 มีทั้งสิ้น 170 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่าแสนล้านบาท โดยนักลงทุนมาจากหลากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา และยุโรป ทั้งนี้ ร้อยละ 90 มาจากจีน ไต้หวัน และฮ่องกง โดยอุตสาหกรรมหลักที่ย้ายฐานการลงทุนมาครั้งนี้ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ชิ้นส่วนยานยนต์ และผลิตภัณฑ์โลหะ

4. บีโอไอได้มีมาตรการพิเศษเพื่อกระตุ้นการลงทุน หรือมาตรการ Thailand Plus Plus เพื่อรองรับการลงทุนที่จะสร้างฐานรายได้ใหม่ โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีนิติบุคคลร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี หลังจากสิ้นสุดระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้

5. ในช่วงที่ผ่านมา บีโอไอได้ออกมาตรการใหม่ๆ ที่จะช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น กิจการตามแนวทาง BCG (Bio Circular Green Economy) และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งสะท้อนได้จากตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการแพทย์มีการยื่นขอรับการส่งเสริมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมี 52 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 174 มูลค่าเงินลงทุนรวม 13,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 123 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ บีโอไอยังคงมุ่งมั่นที่จะปรับตัวเพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคต่อไป

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/recommended/detail/2555

Related links

อิมแพ็คลุยจัดงาน Building Construction Technology ยกทัพอุตสาหกรรมอาคารและการก่อสร้าง

อิมแพ็คลุยเปิดเวทีจัดงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจ ด้านอาคาร การก่อสร้าง และเทคโนโลยี บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ในชื่อ ?Building Construction Technology Virtual Exhibition and Webinars? หรือ ?BCT? ชวนผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาคารและการก่อสร้างร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการจัดแสดงสินค้า เจรจาธุรกิจ และสัมมนาในรูปแบบเสมือนจริงอย่างเต็มรูปแบบ ตอบโจทย์วิถีนิวนอร์มอลในยุคดิจิทัล เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างและอาคารไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี คาดมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์กว่า 3,000 รายจากทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมฯ

BCT Virtual Exhibition and Webinars มีกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน ? 1 ธันวาคม 2563 ภายใต้ธีม ?Towards Digitalization of the Construction and Building Industry? แพลตฟอร์มธุรกิจที่รวบรวมเทคโนโลยี สินค้า และงานบริการด้านอุตสาหกรรมอาคารและการก่อสร้างในยุคดิจิทัล มาจัดแสดงในรูปแบบบูธเสมือนจริง อีกทั้งยังมีการสาธิตสินค้า การพูดคุยในห้องสนทนาแบบส่วนตัวกับผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการวิดีโอคอล การจับคู่เจรจาธุรกิจ เสมือนการจัดงานในสถานที่จริง พร้อมรวบรวมองค์ความรู้ที่อยู่ในกระแสครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี อาคาร และการก่อสร้าง โดยมีสมาคมพันธมิตร อาทิ สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย (TCA) สมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย (TSEA) สมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (TBIM) สมาคมผู้จัดการอาคารแห่งประเทศไทย (TBMA) สมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร (BSA) และสมาคมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไทย (GEN THAI) เป็นต้น ร่วมขับเคลื่อนสัมมนาออนไลน์กว่า10 หัวข้อที่จะจัดภายในงาน ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดในงานดังกล่าวจะเป็นตัวกระตุ้นให้อุตสาหกรรมอาคารและการก่อสร้างเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3164355

Related links