บีโอไอย้ำไทยเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมใหม่

จากที่ได้มีข่าวเผยแพร่ในลักษณะว่า ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้บริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตจากไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากประเทศไทยไม่มีปัจจัยที่ดึงดูดการผลิต รวมทั้งมีการทุ่มเททรัพยากรไปกับการพัฒนาในทิศทางเดิมๆ ทำให้ประเทศไทยไม่มีความได้เปรียบในสายตานักลงทุนนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ขอชี้แจงดังนี้

1. รัฐบาลได้ตระหนักถึงสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป จึงได้ปรับเปลี่ยนนโยบายให้มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและบริการของประเทศไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยีในระดับที่สูงขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา นโยบายส่งเสริมการลงทุนได้ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการลงทุนที่จะช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรมและบริการ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น และจูงใจให้เอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด และสนับสนุนการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการ ทั้งการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบอัตโนมัติ การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

มาตรการเหล่านี้จะช่วยพัฒนาฐานรายได้ใหม่สำหรับประเทศไทย เพราะเป็นการสร้างฐานผลิตและบริการใหม่ๆ รวมถึง EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลมุ่งเน้นเพื่อให้เป็นแหล่งรองรับอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้ เป็นการต่อยอดฐานผลิตเดิมที่แข็งแกร่งและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

2. ในช่วงที่ผ่านมา การย้ายฐานผลิตของบริษัทข้ามชาติ ทั้งด้วยเหตุผลด้านสงครามการค้า หรือต้นทุนการผลิตในแหล่งผลิตเดิมสูงเกินไป ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญของอาเซียน แม้ว่าปัจจัยสนับสนุนบางประการจะลดความสำคัญลง เช่น ค่าแรง สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) และโครงสร้างสังคมสูงวัย แต่ไทยยังคงมีความได้เปรียบในปัจจัยที่บริษัทข้ามชาติให้ความสนใจ เช่น ความเข้มแข็งของ Supply Chain ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการแพทย์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ไทยยังมีทำเลที่ตั้งที่เป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งรัฐบาลให้การสนับสนุนด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่อย่างมีนัยยะสำคัญ เพื่อส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุนและการขนส่งในภูมิภาคอาเซียน

รวมทั้งประเทศไทยยังพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีจากการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ที่ไม่กระทบต่อการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรม ทำให้โรงงานไม่ต้องหยุดการผลิตเหมือนที่เกิดขึ้นในบางประเทศ ส่งผลให้  นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและมีการโยกย้ายคำสั่งซื้อมายังประเทศไทย

3. จากข้อมูลของบีโอไอ พบว่า โครงการลงทุนจากต่างประเทศที่ย้ายฐานการผลิตมาไทยที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2563 มีทั้งสิ้น 170 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่าแสนล้านบาท โดยนักลงทุนมาจากหลากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา และยุโรป ทั้งนี้ ร้อยละ 90 มาจากจีน ไต้หวัน และฮ่องกง โดยอุตสาหกรรมหลักที่ย้ายฐานการลงทุนมาครั้งนี้ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ชิ้นส่วนยานยนต์ และผลิตภัณฑ์โลหะ

4. บีโอไอได้มีมาตรการพิเศษเพื่อกระตุ้นการลงทุน หรือมาตรการ Thailand Plus Plus เพื่อรองรับการลงทุนที่จะสร้างฐานรายได้ใหม่ โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีนิติบุคคลร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี หลังจากสิ้นสุดระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้

5. ในช่วงที่ผ่านมา บีโอไอได้ออกมาตรการใหม่ๆ ที่จะช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น กิจการตามแนวทาง BCG (Bio Circular Green Economy) และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งสะท้อนได้จากตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการแพทย์มีการยื่นขอรับการส่งเสริมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมี 52 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 174 มูลค่าเงินลงทุนรวม 13,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 123 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ บีโอไอยังคงมุ่งมั่นที่จะปรับตัวเพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคต่อไป

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/recommended/detail/2555

Related links